วิไลลักษณ์ นิยมมณีรัตน์1,3,*, มงคลชัย อัศวดิษฐเลิศ2,3, Kanokporn Kumpai1
Wilailuk Niyommaneerat1,3, Mongkolchai Assawadithalerd2,3, Charumas Chareonpanich
1 สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Sustainable Environment Research Institute, Chulalongkorn University
2 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
Division of Environmental Science and Technology, Faculty of Science and Technology, Rajamangala University of TechnologyPhra Nakhon
3 ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการของเสียเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Hub of Waste Management for Sustainable Development by Center of Excellence on Hazardous Substance Management, Chulalongkorn University
Email: wilailuk.n@chula.ac.th
การอ้างอิง: วิไลลักษณ์ นิยมมณีรัตน์ และคณะ (2569). การจัดการขยะหลังภัยพิบัติน้ำท่วม: บทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นต่อการพัฒนานโยบายในประเทศไทย. สิ่งแวดล้อมไทย, ปีที่ 30 (ฉบับที่ 1).
บทคัดย่อ
การศึกษาการจัดการขยะหลังภัยพิบัติน้ำท่วม โดยวิเคราะห์บทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อพัฒนานโยบายสำหรับประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง ทำให้เกิดขยะจำนวนมหาศาลซึ่งเกินขีดความสามารถของระบบจัดการขยะปกติ การศึกษาได้เปรียบเทียบกรณีศึกษาในประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย พร้อมทั้งเสนอแนวทางการจัดการขยะในแต่ละระยะของภัยพิบัติ รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อประเทศไทยถึงความจำเป็นของการเตรียมความพร้อมด้านการจัดการขยะหลังภัยพิบัติ เพื่อเสริมสร้างความพร้อมและความยั่งยืนในการจัดการขยะหลังภัยพิบัติในประเทศไทย
คำสำคัญ : การจัดการขยะ; ภัยพิบัติ; น้ำท่วม
Abstract
This study examines post-flood disaster waste management by analyzing lessons learned from Japan to develop policy recommendations for Thailand. As Thailand frequently experiences flooding, it generates massive amounts of waste that exceed the capacity of the conventional waste management system. The study compares case studies from Thailand and Japan and proposes waste management approaches for each phase of a disaster. It also provides policy recommendations to enhance preparedness and ensure sustainable post-disaster waste management in Thailand.
Keyword: Waste management; Disaster; Floods
1. บทนำ
จากสถิติของการเกิดภัยพิบัติของกรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เผยสถิติสาธารณภัยซึ่งเป็นข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมเหตุสาธารณภัยรายวันของจังหวัดทั่วประเทศ โดยมีข้อมูลเฉพาะการเกิดอุทกภัย ดังนี้ มีการเกิดอุทกภัย 1,159 ครั้ง ใน 24,619 หมู่บ้าน/ชุมชน อยู่ใน 71 จังหวัด ด้านที่อยู่อาศัยได้รับผลกระทบ 310,270 หลัง ด้านการเกษตรได้รับผลกระทบ 1,187,376 ไร่ ในปี 2567 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (2568) จากข้อมูลดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยประสบกับภัยพิบัติน้ำท่วมที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อชุมชน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เมื่อระดับน้ำลดลง ปัญหาที่มักถูกมองข้ามคือการเกิดขึ้นของ “ขยะภัยพิบัติ (Disaster Debris)” ซึ่งมีปริมาณมากกว่าการเกิดขยะในภาวะปกติถึง 5 - 10 เท่าจากปริมาณขยะในสถานการณ์ปกติของพื้นที่นั้น ๆ หากขาดการจัดการที่เหมาะสม ขยะดังกล่าวอาจก่อให้เกิดมลพิษรองและเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูพื้นที่หลังภัยพิบัติ
2. ปริมาณและความท้าทายในการจัดการขยะภัยพิบัติจากน้ำท่วม
จากผลสำรวจแนวทางการจัดการขยะภัยพิบัติในเอเชียและแปซิฟิก ปี พ.ศ. 2561 ภัยพิบัติอาทิเช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว พายุไซโคลนทำให้เกิดขยะจำนวนมาก ขยะในช่วงเกิดภัยพิบัติมีปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันถึง 5 - 10 เท่าในสถานการณ์ปกติ ในขณะเดียวกันขยะจากภัยพิบัตินั้นบำบัดยากเนื่องจากลักษณะของขยะมีความหลากหลายสูง ตัวอย่างเช่น เศษซากวัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงขยะที่ปนเปื้อนสารเคมีหรือเชื้อโรค ทำให้ระบบการจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ที่เกิดภัยนั้น ๆ ไม่สามารถรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นความท้าทายสำคัญในการจัดการขยะภัยพิบัติจากน้ำท่วม ได้แก่ ข้อจำกัดด้านสถานที่กำจัดขยะ การขาดแนวทางปฏิบัติเฉพาะสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการคัดแยกขยะ
รูปที่ 1 ปริมาณขยะในช่วงภัยพิบัติที่ระบบปกติไม่อาจรองรับ
ที่มา: ปรับปรุงจากคู่มือแนวทางโครงงานการจัดการขยะภัยพิบัติในเอเชียและแปซิฟิก (2018), Worldbank (2019), UNDP Turkey, (2023) และ ผู้วิจัยจัดทำจากข้อมูลที่รวบรวมในการวิจัย โดยใช้โปรแกรม NotebookLM เป็นเครื่องมือช่วยสร้างภาพประกอบ
รูปที่ 1 แสดงปริมาณขยะหรือซากวัสดุ (Disaster debris/Disaster waste) ที่เกิดขึ้นหลังภัยพิบัติขนาดใหญ่ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ พายุ และน้ำท่วม พบว่าภัยพิบัติขนาดใหญ่สามารถสร้างขยะได้หลายล้านตัน และขยะส่วนใหญ่เกิดจาก ซากอาคาร ถนน โครงสร้างพื้นฐาน ไม้ โลหะ และตะกอนดิน โดยทั่วไปเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิ มักสร้างขยะจำนวนมากกว่าพายุหรืออุทกภัย เนื่องจากมีการพังทลายของอาคารจำนวนมากในเวลาเดียวกัน
3. บทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นในการจัดการขยะหลังภัยพิบัติ
ประเทศญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยครั้ง อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นได้พัฒนาระบบการจัดการขยะหลังภัยพิบัติที่มีความชัดเจน โดยมีกรอบกฎหมายและแผนปฏิบัติการรองรับในทุกระยะ ตั้งแต่ระยะก่อนเกิดภัยพิบัติ ระยะฉุกเฉิน และระยะฟื้นฟู แนวปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่ การกำหนดประเภทขยะภัยพิบัติอย่างชัดเจน การคัดแยกขยะ ณ แหล่งกำเนิด การจัดตั้งจุดพักขยะชั่วคราว และการสื่อสารข้อมูลแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพในการฟื้นฟูพื้นที่
กฎหมายและการจัดการขยะภัยพิบัติของญี่ปุ่น
ในประเทศญี่ปุ่น พระราชบัญญัติการจัดการขยะและการทำความสะอาดสาธารณะ (Waste Management and Public Cleansing Act, 1970) เป็นกฎหมายหลักด้านการจัดการขยะในภาพรวมของประเทศ อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในการดำเนินการจัดการขยะภัยพิบัติ เนื่องมาจากกฎหมายเฉพาะภัยพิบัติ: พระราชบัญญัติว่าด้วยมาตรการพิเศษเกี่ยวกับการกำจัดขยะมูลฝอยภัยพิบัติ ได้มีการประกาศใช้ภายใต้กฎหมายหลัก ช่วยให้การจัดการซากปรักหักพังหลังเหตุการณ์ เช่น แผ่นดินไหว หรือสึนามิ เป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ โดยแผนแม่บทการจัดการขยะภัยพิบัติของญี่ปุ่น แบ่งบทบาทความรับผิดชอบและมอบหมายให้มีการดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการจัดการขยะภัยพิบัติ (แผนเฉพาะกิจฉุกเฉิน) ในสองระดับคือ 1) ระดับภูมิภาคและจังหวัด 2) ระดับนคร เมืองและหมู่บ้าน อย่างไรก็ตามแผนการจัดการขยะมูลฝอยระดับหมู่บ้านในสถานการณ์ฉุกเฉินจะถูกมานำมาใช้เป็นลำดับแรกก่อน รัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดหาสถานที่บำบัดขยะและดำเนินการจัดการภายใต้มาตรฐานที่รัฐบาลกลางกำหนด ในกรณีที่สถานการณ์เกินขีดความสามารถในการรับมือของเทศบาลท้องถิ่น หรือเมื่อภัยพิบัติส่งผลกระทบในบริเวณกว้าง แผนเฉพาะกิจฉุกเฉินที่ออกโดยการปกครองส่วนจังหวัดจะถูกนำมาใช้ในการกำหนดแผนเฉพาะกิจฉุกเฉิน โดยมีกลไกการจัดการขยะในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตัวอย่างเช่น การคัดแยกขยะโดยแบ่งเป็น แยกขยะอันตราย ขยะเผาได้/ไม่ได้ ขยะรีไซเคิล และเศษวัสดุจากการก่อสร้างและการรื้อถอนการกำหนดจุดทิ้ง การจัดการซากปรักหักพังเพื่อเคลียร์[PT6.1]พื้นที่ให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว ยกเว้นขยะที่มีความอันตรายสูง จะมีกฎหมายจัดการขยะเฉพาะทาง เช่น ขยะปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีจากเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ
ลักษณะของขยะภัยพิบัติและแนวทางการจัดการของญี่ปุ่น
เมื่อเกิดภัยพิบัติขยะปนเปื้อนต้องถูกบำบัดอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม การรับมือตามแต่ละประเภทขยะจะแบ่งตามประเภทแหล่งกำเนิดขยะในช่วงภัยพิบัติ เช่น 1.ขยะที่เกิดจากศูนย์หลบภัย เช่น ภาชนะที่ใช้ในการบรรจุของ กระดาษลังแข็ง เสื้อผ้า เครื่องยังชีพ และอื่น ๆ 2. ขยะที่เกิดจากครัวเรือนในชีวิตประจำวัน 3. ขยะภัยพิบัติ ขยะที่เกิดเมื่อผู้อาศัยจัดเก็บข้าวของที่เสียหายในและรอบบริเวณบ้าน และขยะที่เกิดจากการรื้อถอนบ้านที่เสียหาย (หากจำเป็นต้องรื้อ) ขยะอาจจะประกอบด้วยอาคารที่ถูกทำลายและสิ่งของที่อยู่ภายใน ทางเดินที่ถูกทำลาย และสาธารณูปโภคพื้นฐานอื่น ๆ เศษไม้ เศษทรายและสิ่งของตามธรรมชาติและอื่น ๆ ไม่เพียงแต่ขยะที่เกิดจากภัยพิบัติโดยตรงเท่านั้น กิจกรรมในการฟื้นฟูและการบูรณะสร้างใหม่ช่วงหลังภัยพิบัติยังก่อให้เกิดขยะด้วย และ 4. ขยะทั้งหมดทุกชนิด ขยะปนเปื้อนจากสิ่งขับถ่ายและอื่น ๆ ดังตารางที่ 1 ลักษณะของขยะภัยพิบัติและแนวทางการจัดการของประเทศญี่ปุ่น
ตารางที่ 1 ลักษณะของขยะภัยพิบัติและแนวทางการจัดการ
ที่มา: ปรับปรุงจากคู่มือแนวทางโครงงานการจัดการขยะภัยพิบัติในเอเชียและแปซิฟิก (2018)
สถานที่จัดเก็บขยะชั่วคราว
ญี่ปุ่นให้ความสำคัญในการดำเนินการให้มีสถานที่จัดเก็บขยะชั่วคราวเป็นพิเศษ ซึ่งจำเป็นเพื่อการบำบัดขยะให้มีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ โดยแสดงรายละเอียดดังรูปที่ 2 ผังภาพและรูปแบบของจุดพักขยะชั่วคราวในสถานการณ์ภัยพิบัติ และตารางที่ 2 แนวทางการเลือกสถานที่จัดเก็บขยะในสถานการณ์ฉุกเฉิน
รูปที่ 2 ผังภาพและรูปแบบของจุดพักขยะชั่วคราวในสถานการณ์ภัยพิบัติ
ที่มา: ผู้วิจัยจัดทำจากข้อมูลที่รวบรวมในการวิจัย โดยใช้โปรแกรม NotebookLM เป็นเครื่องมือช่วยสร้างภาพประกอบ
ตารางที่ 2 แนวทางการเลือกสถานที่จัดเก็บขยะในสถานการณ์ฉุกเฉิน
ที่มา: ดัดแปลงจาก United Nations Environment Programme (UNEP, 2013) และ United States Environmental Protection Agency (EPA, 2025)
4. กรณีศึกษาและแนวทางตัวอย่างการจัดการขยะหลังภัยพิบัติในภาวะน้ำท่วมของประเทศไทย
4.1 กรุงเทพมหานคร 2554
ในสภาวะการณ์ปกติ กทม. มีขยะประมาณ 8,700 – 10,000 ตันต่อวัน ส่งคัดแยกและกำจัดที่ศูนย์ขนถ่าย 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์กำจัดมูลมูลฝอยสายไหม ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช และศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม แต่ในกรณีเกิดสถานการณ์น้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานคร ทำให้ช่วงน้ำท่วมบางศูนย์ขนถ่ายมีการให้บริการจำกัด ขีดความสามารถในการกำจัดลดลง แม้มีการระดมรถเก็บขนก็ยังจัดการไม่ทัน ทำให้เกิดขยะตกค้างจำนวนมากโดยเฉพาะขยะชิ้นใหญ่ ขยะลอยน้ำจากพื้นที่น้ำท่วมฉับพลัน และขยะจากครัวเรือนที่ไม่ได้มีการรวบรวม อย่างไรก็ตามทางผู้วิจัยได้รวบรวมข้อมูลแนวทางสถานการณ์และตัวอย่างการจัดการขยะช่วงเกิดภัยพิบัติและแนวทางการจัดการหลังเผชิญเหตุของกรุงเทพมหานคร ดังแสดงในตารางที่ 3
ตารางที่ 3 แนวทางสถานการณ์การจัดการขยะช่วงเกิดภัยพิบัติและแนวทางการจัดการหลังเผชิญเหตุ
4.2 หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา 2568
หลังเกิดเหตุการณ์อุทกภัยครั้งสำคัญในหาดใหญ่ปี 2568 ปริมาณขยะตกค้างจากอุทกภัยมีมากถึง 250,000 ตัน รวมถึงข้อจำกัดของท้องถิ่นหลายประการในการจัดการขยะในช่วงภัยพิบัติ ซึ่งส่งผลให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เช่น 1) ข้อจำกัดด้านศักยภาพการกำจัดขยะของท้องถิ่นและภาคเอกชน โดยปริมาณขยะเกิดขีดจำกัดของโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่ (กำลังการผลิตประมาณ 500 ตัน/วัน) ไม่เพียงพอต่อปริมาณขยะมหาศาลที่เกิดขึ้นในระยะเวลาอันสั้น 2) ปัญหาจุดพักขยะชั่วคราวไม่เพียงพอต่อปริมาณขยะตกค้างสะสม เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตามมา เช่น ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์จากกองขยะ ทำให้กลายเป็นภูเขาขยะส่งกลิ่นเหม็นเน่ารบกวนชุมชนใกล้เคียง อย่างไรก็ตามแนวทางการจัดการเบื้องต้นโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาจะเป็นหน่วยงานหลักในการจัดเก็บขยะออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด มีการกำหนดจุดรับขยะชั่วคราว รวมไปถึงการรับส่งขยะ ณ สถานที่ทิ้งชั่วคราวใกล้กับพื้นที่จัดเก็บขยะเดิมของหาดใหญ่ มีการแยกขยะบางประเภทในการเก็บขนและส่งกำจัด เช่น ขยะพิเศษอย่างซากสัตว์ ผู้ที่ต้องการส่งกำจัดจะต้องดำเนินการติดต่อด่านกักกันสัตว์เพื่อนำไปเผาในเตาเฉพาะ และส่วนของขยะอันตรายจะมีจุดรวบรวมทิ้ง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีสภาพเสียหายมีศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนให้บริการรองรับ (มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง, 2568)
5. สรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยในภาวะอุทกภัย
การจัดการขยะในภาวะน้ำท่วมจากการถอดบทเรียนของประเทศญี่ปุ่นและจากข้อมูลรายงานของกรมควบคุมมลพิษ มีการแบ่งการดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนเกิดอุทกภัย ระยะเกิดอุทกภัย และระยะหลังน้ำลด โดยครอบคลุมระบบเก็บรวบรวม ขนส่ง และกำจัด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชนในช่วงก่อนและหลังภัยพิบัติ ตารางที่ 4 สรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยในภาวะอุทกภัยของประเทศไทย
ตารางที่ 4 สรุปแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยในภาวะอุทกภัยของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังไม่มี "แผนแม่บทเฉพาะสำหรับการจัดการขยะภัยพิบัติ" ในระดับชาติ แต่มีการบรรจุมาตรการจัดการขยะในภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ ไว้ในแผนระดับรอง โดยขับเคลื่อนผ่าน แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะของประเทศ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2565 – 2570) และ คู่มือการจัดการขยะมูลฝอยในภาวะอุทกภัยของกรมควบคุมมลพิษ ปี 2556 โดยมีการแบ่งบทบาทความรับผิดชอบอย่างชัดเจนระหว่างหน่วยงานส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนี้
1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) / กรุงเทพมหานคร (กทม.)
เป็นหน่วยงานหลักในการปฏิบัติการ (First Responders) ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ
การเก็บขนและคัดแยก: จัดเก็บซากปรักหักพังหลังภัยพิบัติ การจัดเก็บขยะตามประเภท เช่น ขยะอันตราย และขยะมูลฝอยทั่วไป ออกจากพื้นที่ประสบภัยเพื่อนำไปพักคอยที่จุดพัก
การกำจัดขั้นสุดท้าย: นำขยะไปกำจัดด้วยวิธีการที่เหมาะสม (เช่น การฝังกลบอย่างถูกหลักสุขาภิบาล) หรือส่งไปกำจัดโดยโรงงานเอกชนสำหรับขยะอุตสาหกรรม/ขยะติดเชื้อ
2. หน่วยงานส่วนกลางและระดับภูมิภาค
2.1 กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย - ปภ.) รับผิดชอบภาพรวมตาม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550
• การอำนวยการและสั่งการ: บูรณาการแผนการจัดการขยะเข้ากับแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินของจังหวัด
• การสนับสนุนทรัพยากร: จัดหาเครื่องจักรกลหนัก รถบรรทุก และกำลังพล (เช่น อาสาสมัครและหน่วยทหาร) เพื่อช่วยท้องถิ่นในการเก็บขนขยะชิ้นใหญ่
2.2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กรมควบคุมมลพิษ - คพ.) รับผิดชอบด้านนโยบายและวิชาการ (ตามแผนแม่บทฯ)
• การประเมินและวางแผน: ประเมินปริมาณขยะและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากภัยพิบัติ
• การกำหนดมาตรฐาน: ออกแนวทางการบริหารจัดการมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน รวมถึงซากเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ อปท. ปฏิบัติตามได้อย่างปลอดภัย
2.3. กระทรวงสาธารณสุข (กรมอนามัย) รับผิดชอบด้านสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อม
• การควบคุมโรค: ควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคจากขยะติดเชื้อ ขยะเน่าเสีย หรือสิ่งปฏิกูลในพื้นที่น้ำท่วมหรือภัยพิบัติ
• การจัดการขยะติดเชื้อ: กำกับดูแลการเก็บขนและกำจัดขยะติดเชื้อจากโรงพยาบาลสนามอย่างเข้มงวด
2.4 ภาคประชาชนและเอกชน
• ประชาชน: มีหน้าที่คัดแยกขยะอันตรายและขยะติดเชื้อออกจากขยะทั่วไป เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่จัดเก็บ
• ภาคเอกชน: สนับสนุนอุปกรณ์ เครื่องมือ หรือเข้ามารับซื้อ/รีไซเคิลขยะบางประเภท (เช่น ซากอาคาร เหล็ก และพลาสติก) เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด
สำหรับข้อมูลเชิงเปรียบเทียบของประเทศญี่ปุ่นและไทย หากพิจารณาในด้านความแตกต่างของโครงสร้างของกฎหมาย มีข้อสังเกตหลายประการดังตารางที่ 5
ตารางที่ 5 ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบของประเทศญี่ปุ่นและไทยด้านการจัดการขยะในช่วงภัยพิบัติ
6. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อประเทศไทย
บทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นสะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมด้านการจัดการขยะภัยพิบัติการมีแผนขยะภัยพิบัติล่วงหน้า การมีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง การจัดระบบจุดพักขยะและการคัดแยกอย่างเป็นมาตรฐาน และการใช้ข้อมูลปริมาณขยะเพื่อวางแผนกำจัดอย่างเป็นระบบ กระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่นระบุว่าแนวทางการจัดการของเสียจากภัยพิบัติ (Disaster Waste Management) ครอบคลุมทั้งการเตรียมพร้อมก่อนเกิดเหตุและมาตรการหลังภัยพิบัติ เพื่อให้การจัดการขยะเป็นไปอย่างเหมาะสม ราบรื่น และรวดเร็ว และจากรายงานปริมาณขยะที่ได้รับการจัดการหลังเกิดภัยพิบัติในปี 2015 พบว่าเกิดขยะราว 20 ล้านตัน แต่สามารถรีไซเคิลขยะได้ร้อยละ 81 หากเปรียบเทียบการจัดการขยะภัยพิบัติของไทยกับญี่ปุ่น พบว่า ยังมีความจำเป็นในด้านการพัฒนาหลายมิติ โดยมีการสรุปข้อสังเกตดังนี้
ตารางที่ 6 สรุปข้อสังเกตเปรียบเทียบการจัดการขยะภัยพิบัติของไทยกับญี่ปุ่น
ประเทศไทยควรยกระดับการจัดการขยะหลังภัยพิบัติน้ำท่วมจากแนวทางแบบ “เก็บกวาดหลังน้ำลด” ไปสู่ระบบ การจัดการขยะภัยพิบัติอย่างเป็นทางการ ที่มีแผนล่วงหน้า มีหน่วยงานรับผิดชอบชัดเจน มีฐานข้อมูลรองรับ การวางแผนงบประมาณฉุกเฉิน และระบบติดตามผล โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก เนื่องจากขยะหลังน้ำท่วมมีลักษณะแตกต่างจากขยะชุมชนทั่วไป คือมีปริมาณมากในช่วงเวลาสั้น เปียกน้ำ ปนเปื้อนสูง เสื่อมสภาพเร็ว มีกลิ่น เป็นแหล่งเพาะโรค และอาจปนเปื้อนของเสียอันตราย โดยทางผู้วิจัยได้สรุปข้อเสนอแนะด้านการจัดการขยะหลังภัยพิบัติน้ำท่วม: บทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นต่อการพัฒนานโยบายในประเทศไทย ดังนี้
1. จัดทำ “แผนจัดการขยะภัยพิบัติ” เป็นแผนเฉพาะในระดับชาติ จังหวัด และท้องถิ่น
ประเทศไทยควรกำหนดให้ทุกจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมจัดทำ แผนจัดการขยะภัยพิบัติ แยกจากแผนจัดการขยะปกติ โดยให้เป็นแผนย่อยภายใต้แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ทั้งนี้ แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564–2570 เป็นแผนแม่บทด้านการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยของประเทศอยู่แล้ว จึงควรบูรณาการประเด็น “ขยะภัยพิบัติ” ให้ชัดเจนมากขึ้นในระดับปฏิบัติการแผนดังกล่าวควรระบุอย่างน้อย 6 เรื่อง ได้แก่ พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม จุดพักขยะชั่วคราว เส้นทางขนส่งขยะ หน่วยงานรับผิดชอบ ผู้รับกำจัดปลายทาง งบประมาณ และกลไกการสื่อสารกับประชาชน
2. ตั้ง “ศูนย์ประสานงานขยะภัยพิบัติ” ระดับจังหวัด
ควรจัดตั้งศูนย์ประสานงานขยะภัยพิบัติในจังหวัดเสี่ยงน้ำท่วม โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเชิงพื้นที่ และมีสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ ปภ. จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สาธารณสุขจังหวัด เอกชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วม ศูนย์นี้ควรทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลความเสียหาย ประเมินปริมาณขยะ กำหนดพื้นที่พักขยะ จัดสรรรถเก็บขน ประสานโรงกำจัดขยะ และรายงานสถานการณ์รายวันในช่วงหลังน้ำลด
3. พัฒนาเครือข่าย “Thai D.Waste-Net”
ประเทศไทยควรจัดตั้งเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญด้านขยะภัยพิบัติในลักษณะเดียวกับ D.Waste-Net ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเครือข่ายสนับสนุนด้านวิชาการ บุคลากร เครื่องจักร และการประสานงานเมื่อเกิดภัยพิบัติ เครือข่ายของไทยควรประกอบด้วย กรมควบคุมมลพิษ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัย บริษัทกำจัดขยะ บริษัทรีไซเคิล สมาคมวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม สมาคมผู้ประกอบการรถบรรทุก และองค์กรอาสาสมัคร โดยทำหน้าที่ทั้งในช่วงก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ
4. กำหนดพื้นที่พักขยะชั่วคราวล่วงหน้า
พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมควรกำหนด Temporary Storage Site: TSS หรือพื้นที่พักขยะชั่วคราวไว้ล่วงหน้า ไม่ควรรอเลือกพื้นที่หลังน้ำลด แนวทางของญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการมีพื้นที่พักขยะชั่วคราวและการจัดระบบคัดแยกก่อนส่งไปกำจัดหรือรีไซเคิล พื้นที่พักขยะควรมีคุณสมบัติสำคัญ ได้แก่ อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมไม่ถึงหรือเสี่ยงต่ำ รถบรรทุกเข้าออกสะดวก ไม่อยู่ใกล้โรงพยาบาล โรงเรียน หรือชุมชนหนาแน่น มีพื้นที่พอสำหรับแยกกองขยะ มีระบบควบคุมน้ำชะขยะ มีเจ้าหน้าที่ควบคุม และมีป้ายแยกประเภทขยะชัดเจน
5. จัดระบบคัดแยกขยะหลังน้ำท่วมตั้งแต่ต้นทาง
รัฐควรออกแนวปฏิบัติมาตรฐานสำหรับประชาชนและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่า ขยะหลังน้ำท่วมต้องแยกอย่างไร โดยเฉพาะขยะอินทรีย์ ที่ต้องเน้นความรวดเร็ว ขยะอันตราย ที่เน้นการคัดแยกอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่ตามมา และขยะรีไซเคิล ที่ต้องคัดแยกที่ลดการเผาหรือฝังกลบ โดยการคัดแยกตั้งแต่ต้นทางจะช่วยลดภาระสถานที่กำจัด ลดกลิ่น ลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ และเพิ่มโอกาสนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์
6. จัดทำฐานข้อมูลปริมาณขยะภัยพิบัติ
ประเทศไทยควรมีระบบประเมินปริมาณขยะหลังน้ำท่วม โดยเชื่อมข้อมูลจำนวนบ้านเรือนที่เสียหาย ระดับน้ำท่วม ประเภทอาคาร จำนวนประชากร และข้อมูลสถานที่กำจัดขยะในพื้นที่ ฐานข้อมูลนี้ควรอยู่ในรูปแบบ GIS Dashboard ที่แสดงพื้นที่น้ำท่วม จุดพักขยะ ปริมาณขยะโดยประมาณ เส้นทางขนส่ง สถานะรถเก็บขน และขีดความสามารถของสถานที่กำจัดปลายทาง
7. เสริมศักยภาพสถานที่กำจัดขยะให้รองรับภาวะฉุกเฉิน
เมื่อน้ำท่วมเกิดขึ้น ขยะจำนวนมากจะเพิ่มแรงกดดันต่อระบบกำจัดปลายทางทันที ดังนั้นควรมีนโยบายสนับสนุนสถานที่กำจัดขยะให้มีแผนรองรับภาวะฉุกเฉิน เช่น พื้นที่สำรอง ระบบชั่งน้ำหนัก ระบบคัดแยกเบื้องต้น เครื่องจักรเคลื่อนที่ ระบบควบคุมน้ำชะขยะ และมาตรการป้องกันไฟไหม้กองขยะ
8. สร้างระบบงบประมาณฉุกเฉินสำหรับขยะภัยพิบัติ
ควรกำหนดงบประมาณเฉพาะสำหรับการจัดการขยะหลังน้ำท่วม ทั้งในระดับจังหวัดและท้องถิ่น เพราะการจัดการขยะภัยพิบัติต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงกว่าขยะปกติ เช่น ค่าเช่าเครื่องจักร รถบรรทุก น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าจ้างแรงงาน ค่าขนส่งข้ามพื้นที่ ค่ากำจัดขยะอันตราย และค่าฟื้นฟูพื้นที่พักขยะ ควรจัดทำระเบียบการเบิกจ่ายแบบเร่งด่วน เพื่อไม่ให้ท้องถิ่นล่าช้าในการจ้างรถเก็บขนหรือเปิดพื้นที่พักขยะหลังน้ำลด
9. กำหนดมาตรการสื่อสารความเสี่ยงกับประชาชน
หลังน้ำท่วม ประชาชนมักนำขยะออกจากบ้านพร้อมกันจำนวนมาก หากไม่มีการสื่อสารที่ชัดเจนจะเกิดปัญหาทิ้งปะปนริมถนน กีดขวางทางจราจร และเพิ่มความเสี่ยงด้านสุขาภิบาล รัฐควรกำหนดรูปแบบการสื่อสารมาตรฐาน เช่น แผ่นพับ ป้ายหน้าชุมชน เสียงตามสาย LINE กลุ่มชุมชน Facebook เทศบาล และแผนที่จุดทิ้งขยะข้อความที่ต้องสื่อสารควรครอบคลุมว่า ขยะแต่ละประเภทต้องวางที่ใด วางวันไหน ห้ามทิ้งอะไรปะปน จุดพักขยะอยู่ตรงไหน และขยะอันตรายต้องแจ้งหน่วยงานใด
10. พัฒนาบุคลากรและฝึกซ้อมเป็นประจำ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรได้รับการฝึกอบรมเรื่องการจัดการขยะภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม กองช่าง งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อสม. ผู้นำชุมชน และอาสาสมัคร การฝึกซ้อมควรจำลองสถานการณ์น้ำท่วมจริง เช่น น้ำท่วม 3 วัน น้ำลดแล้วเกิดขยะ 5,000 ตัน ถนนบางสายใช้ไม่ได้ รถเก็บขนไม่พอ และสถานที่กำจัดปลายทางรับได้จำกัด เพื่อให้หน่วยงานรู้บทบาทของตนเองก่อนเกิดเหตุจริง
11. กำหนดตัวชี้วัดการจัดการขยะหลังน้ำท่วม ควรกำหนดตัวชี้วัดระดับจังหวัดและท้องถิ่น เช่น
• มีแผนจัดการขยะภัยพิบัติครบทุก อปท. ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
• เก็บขยะเน่าเสียและขยะอันตรายภายใน 72 ชั่วโมงหลังน้ำลด
• คัดแยกขยะได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ของปริมาณขยะภัยพิบัติ
• ไม่มีการเผาขยะกลางแจ้งในพื้นที่ประสบภัย และไม่มีน้ำชะขยะไหลลงแหล่งน้ำสาธารณะ
• รายงานปริมาณขยะและเส้นทางกำจัดได้ภายใน 7 วันหลังน้ำลด
12. ส่งเสริมการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์
ขยะหลังน้ำท่วมบางส่วนสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้ เช่น โลหะ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไม้ พลาสติกแข็ง คอนกรีต และวัสดุก่อสร้าง รัฐควรเชื่อมโยงระบบจัดการขยะภัยพิบัติกับภาครีไซเคิล เพื่อคัดแยกวัสดุที่ยังมีมูลค่า ลดปริมาณที่ต้องฝังกลบ และลดต้นทุนการกำจัด อย่างไรก็ตาม ต้องกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย เพราะวัสดุหลังน้ำท่วมอาจปนเปื้อนโคลน น้ำเสีย น้ำมัน สารเคมี หรือเชื้อโรค
ไทยต้องเปลี่ยนจากการจัดการขยะหลังน้ำท่วมแบบเฉพาะหน้า ไปสู่ระบบ “เตรียมพร้อม” โดยมีแผนเฉพาะ งบประมาณเฉพาะ พื้นที่พักขยะเฉพาะ และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ หากดำเนินการได้ จะช่วยลดผลกระทบด้านสุขภาพ ลดการปนเปื้อนสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุนการฟื้นฟู และทำให้เมืองกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น
7. บทสรุป
การจัดการขยะหลังภัยพิบัติเป็นองค์ประกอบสำคัญของการจัดการภัยพิบัติแบบบูรณาการ เนื่องจากปริมาณขยะหลังจากเกิดภัยพิบัติมีปริมาณมหาศาล ซึ่งอาจเกินขีดจำกัดและศักยภาพในการจัดการของท้องถิ่นเทียบกับในช่วงสถานการณ์ปกติ บทความนี้นำเสนอกรณีศึกษาและแนวทางตัวอย่างการจัดการขยะหลังภัยพิบัติในภาวะน้ำท่วมและบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่น และคาดหวังว่าผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปปรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนานโยบายและแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการรับมือและฟื้นฟูหลังภัยพิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
เอกสารอ้างอิง
Asian Development Bank, & United Nations Environment Programme. (2018). Disaster waste
management guidelines for Asia and the Pacific. Retrieved from https://www.adb.org
Centre for Research on the Epidemiology of Disasters. (2024). EM-DAT: The international
disaster database. Retrieved from https://www.emdat.be
Department of Disaster Prevention and Mitigation. (2025). Disaster statistics 2024. Retrieved
from https://datacenter.disaster.go.th/datacenter/cms/8670?id=132971
Environment Department, Bangkok Metropolitan Administration. (2011). Environmental
management guidelines for Bangkok in response to the 2011 flood disaster. Bangkok Metropolitan Administration; Thailand Environment Institute; Department of Environmental Engineering, Faculty of Engineering, Chulalongkorn University; The Joint Graduate School of Energy and Environment, King Mongkut's University of Technology Thonburi.
Mae Fah Luang Foundation. (2025). Disaster waste: Managing nearly 10,000 tons of flood
waste in Hat Yai. Retrieved from https://home.maefahluang.org/waste_disaster
Ministry of the Environment, Government of Japan. (2018). Disaster waste management
guidelines for the Asia-Pacific region. Ministry of the Environment, Government of
Japan.
National Statistical Office, Ministry of Digital Economy and Society. (2025). Annual statistics
on flood occurrences, 2024. Retrieved from
Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning. (2022). The second
national waste management action plan (2022–2027). Retrieved from https://eqmplatform.onep.go.th/public-plan/detail/1054
Pollution Control Department. (n.d.). Manual for municipal solid waste management during
flood disasters. Bangkok: Rungsilp Printing (1977) Co., Ltd.
Pollution Control Department. (2013). Guidelines for municipal solid waste management
during flood disasters. Retrieved from
United Nations Environment Programme. (2013). Disaster Waste Management Guidelines.
Osaka: International Environmental Technology Centre.
United States Environmental Protection Agency. (2025). Planning Considerations for Materials
and Wastes from Disasters.
World Bank. (2019). Post-disaster debris management: Lessons learned and guidance.
Retrieved from https://www.worldbank.org