บทความ: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับ บทบาทการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคผลิตไฟฟ้าของไทย

บทคัดย่อ

ถึงแม้ประเทศไทยจะยังไม่มีกฏหมายบังคับเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ด้วยการติดตามใส่ใจในสิ่งแวดล้อมทุกๆด้าน กฟผ. ได้เริ่มเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลายปีก่อนที่ประเทศไทยจะประกาศเจตจำนงเข้าร่วม NAMAs นโยบายอย่างเป็นทางการฉบับแรกบรรจุอยู่ในนโยบายสิ่งแวดล้อมของ กฟผ. ประกาศใช้ เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.2010 ให้ กฟผ. ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (Demand-side management: DSM) และโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน


การอ้างอิง: อรุณลักษณ์ จิรธนภิญโญ. (2562). การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับ บทบาทการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคผลิตไฟฟ้าของไทย. วารสารสิ่งแวดล้อม, ปีที่ 23 (ฉบับที่ 1).


บทความ: การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับ บทบาทการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคผลิตไฟฟ้าของไทย

อรุณลักษณ์ จิรธนภิญโญ
แผนกบริหารการลดก๊าซเรือนกระจก กองบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ฝ่ายสิ่งแวดล้อมโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย


ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide: CO2)
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีความจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต มนุษย์และสัตว์หายใจออกปลดปล่อยก๊าซ CO2 ออกสู่บรรยากาศ ต้นไม้ใช้ CO2 ในกระบวนการสร้างอาหารหล่อเลี้ยงลำต้น ในอากาศบนผิวโลกที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ มีปริมาณก๊าซ CO2 เท่ากับร้อยละ 0.03 โดยปริมาตร ซึ่งถือได้ว่ามีปริมาณเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับก๊าซไนโตรเจน (N2) และออกซิเจน (O2) ที่มีอยู่เท่ากับร้อยละ 78 และ 21 โดยปริมาตรตามลำดับ

ก๊าซ CO2 ยังมีคุณสมบัติเป็นก๊าซเรือนกระจกช่วยเก็บความอบอุ่นไว้ภายในโลก หากปราศจากก๊าซเรือนกระจก อุณหภูมิเฉลี่ยบนผิวโลกจะหนาวเย็นถึง -18 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่เหมาะสมสำหรับการดำรงชีวิต อย่างไรก็ตาม การมีปริมาณก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศมากเกินไป จะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น น้ำทะเลมีความเป็นกรดมากขึ้นจากก๊าซ CO2 ละลายน้ำกลายเป็นกรดคาร์บอนิก (H2CO3) เกิดผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตทั้งบนบกและในทะเล รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผิดปกติ ก่อให้เกิดทั้งความแห้งแล้ง น้ำท่วม พายุและภาวะคลื่นความร้อน (Heatwave) ที่รุนแรง [1]

จากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมสู่ Kyoto Protocol

การพัฒนาและสร้างนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของมนุษย์ได้เริ่มปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม (The Industrial Revolution) โดยเริ่มขึ้น ณ ประเทศอังกฤษ ในยุคก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ก่อนปี ค.ศ.1750) ขณะนั้น ประเทศอังกฤษยังคงเป็นประเทศเกษตรกรรมไม่ต่างจากประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในปัจจุบัน อาชีพที่สร้างรายได้หลักของชาวอังกฤษในเวลานั้นคือ การทำไร่ทำสวนและเลี้ยงสัตว์ มีเพียงประชากรส่วนน้อยที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรม การเหมืองแร่และการค้าขาย พลังงานที่ใช้ส่วนใหญ่พึ่งพาแรงงานคน แรงงานสัตว์หรือกังหันน้ำ

จนกระทั่งยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ต่อเนื่องจนถึงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ได้เปลี่ยนโฉมมาตรฐานความเป็นอยู่ของชาวอังกฤษครั้งประวัติศาสตร์ มีการพัฒนาพลังงานไอน้ำและพลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้แทนแรงงานคนในภาคอุตสาหกรรม การขนถ่ายผลิตผลทางการเกษตร  การคมนาคม โดยถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนเครื่องจักรไอน้ำและโรงผลิตไฟฟ้าดังกล่าว การปฏิวัติอุตสาหกรรมและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นนี้ได้แพร่เข้าสู่ประเทศเบลเยี่ยม ฝรั่งเศส เยอรมนีและทวีปอเมริกาเหนือ ก่อนที่จะขยายไปยังประเทศอื่นๆทั่วโลกในช่วงปีคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 [2] [3] 

ผลการริเริ่มบุกเบิกในอดีตทำให้ประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ในปัจจุบันล้วนถูกจัดเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว การยกระดับประเทศให้ก้าวล้ำเกิดควบคู่มากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมากมาโดยตลอด เนื่องจากการเผาไหม้ถ่านหินและเชื้อเพลิงฟอสซิลนั้น นอกจากจะให้ความร้อนสำหรับใช้งานแล้ว ยังมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซมีเทน (CH4) และก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O) ออกมาด้วย ในขณะที่การพัฒนาทางฝั่งประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนานั้นยังตามหลังอยู่มาก อีกทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ปริมาณโดยรวมยังไม่เทียบเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว

สถานการณ์ก๊าซเรือนกระจกโลกและประเทศไทย
จากข้อมูลสถิติโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) พบข้อมูลทางสถิติที่ต้องให้ความสนใจคือ เมื่อปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ (รูปที่ 1) มีปริมาณมากขึ้น ความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกโลกโดยเฉลี่ย (รูปที่ 2) และอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ (รูปที่ 3) จะสูงขึ้นในทิศทางเดียวกัน ความสัมพันธ์นี้เห็นได้เด่นชัดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900 เป็นต้นมา เป็นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า ภาวะโลกร้อน (Global Warming) เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง [4]


รูปที่ 1 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการกระทำของมนุษย์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1850 ถึง ค.ศ.2014 ในหน่วย GtCO2/year 


รูปที่ 2 ความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจกโลกโดยเฉลี่ย ประกอบด้วยก๊าซ CO2 CH4 และ N2O


รูปที่ 3 อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติโดยเฉลี่ย วัดที่ระดับผิวดินและผิวน้ำ

ด้วยข้อเท็จจริงข้อนี้ องค์การสหประชาชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญในการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจก จึงจัดตั้งภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) เพื่อบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในระดับสากล ซึ่งหลากหลายชาติทั่วโลกได้ให้ความสนใจ จนเกิดพิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) ขึ้นในปี ค.ศ.1997  และความตกลงปารีส (Paris Agreement) ในปี ค.ศ.2015 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศที่จะลดก๊าซเรือนกระจก 7 ชนิด ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) ไนตรัสออกไซด์ (N2O) ก๊าซในกลุ่มไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) ก๊าซในกลุ่มเปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) มีเพียงประเทศสหรัฐอเมริกาที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 2 ของโลกไม่เข้าร่วมลดก๊าซเรือนกระจกระดับโลกนี้

ภาคีอนุสัญญา UNFCCC เริ่มการลดก๊าซเรือนกระจกจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วก่อน เนื่องจากมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกก่อนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนาเป็นเวลายาวนาน  โดยสนับสนุนให้ลงนามตกลงร่วมกันด้วยความสมัครใจภายใต้พิธีสารเกียวโต (Kyoto protocol) มีระยะเวลาดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจก 2 ระยะ ระหว่างปี ค.ศ.2008 ถึง 2012 และ ปี ค.ศ.2013 ถึง ค.ศ.2020 หลังจากนั้น UNFCCC จึงขอความร่วมมือจากกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาให้ช่วยควบคุมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามศักยภาพของแต่ละประเทศที่ทำได้ โดยต้องแสดงเจตจำนงต่อภาคีอนุสัญญา UNFCCC

โดยประเทศที่พัฒนาแล้วจะให้การสนับสนุนด้านการเงิน เทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาดำเนินงานตามเป้าหมายและวิธีการที่กำหนดเองเรียกว่า “แผนการดำเนินงานลดก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสมของประเทศ” (Nationally Appropriate Mitigation Actions: NAMAs) ระหว่างปี ค.ศ.2015 ถึง ค.ศ.2020 และ “การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด” (Nationally Determined Contributions: NDCs) ระหว่างปี ค.ศ. 2020 ถึง ค.ศ.2030 เป้าหมายหนึ่งเดียวที่ 197 ประเทศ ทั่วโลกมีร่วมกันในความตกลงปารีส (Paris Agreement) เมื่อปี ค.ศ.2015 คือ ต้องควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลก ไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับอุณหภูมิในช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม และพยายามจำกัดไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส 

ในปี 2010 ภาคธุรกิจที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งทั้งจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา ยังคงมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันชนิดต่างๆเพื่อผลิตไฟฟ้าและพลังงานความร้อนสูงถึงร้อยละ 25 (รูปที่ 4) นอกจากนี้ ยังมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อผลิตพลังงานใช้ในภาคอุตสาหกรรมโดยตรงร้อยละ 21 และจากภาคคมนาคมขนส่งทั้งทางรถ ทางราง ทางอากาศและทางเรือร้อยละ 14 [5]


รูปที่ 4 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบ่งตามภาคส่วนธุรกิจในหน่วยร้อยละ
ที่มา: https://www.epa.gov/sites/production/files/2016-05/global_emissions_sector_2015.png

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนา  มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี ค.ศ.2011 เท่ากับ 305.52 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MtCO2e) โดยประมาณ ในจำนวนนี้มีส่วนจากภาคผลิตไฟฟ้าเท่ากับ 86.87 MtCO2e [6] ถึงแม้ว่าประเทศ ไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยมาก คิดเป็นเพียงประมาณร้อยละ 1 ของทั่วโลกเท่านั้น แต่ด้วยประเทศไทยคำนึงถึงความสำคัญของการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จึงตอบรับเข้าร่วม NAMAs ในปี ค.ศ.2014 โดยแสดงเจตจำนงที่จะลดก๊าซเรือนกระจกลงเท่ากับร้อยละ 7-20 ภายในปี ค.ศ. 2020 หรือคิดเป็น 24 - 74 ล้านตันฯ  (ประเทศไทยจะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกมากกว่าร้อยละ 7 หากได้รับการช่วยเหลือจากต่างประเทศ) จากนั้นในปีถัดมา ประเทศไทยได้ประกาศเป้าหมายร่วมลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องภายใต้ NDCs เท่ากับร้อยละ 20-25 ภายในปี 2030 (ประเทศไทยจะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าร้อยละ 20 หากได้รับการช่วยเหลือจากต่างประเทศ)

มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ.


ที่มา: https://image.freepik.com/free-photo/sun-setting-silhouette-electricity-pylons_1127-3239.jpg

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหน่วยงานรัฐวิสาหกิจหลักดูแลการผลิตไฟฟ้าหล่อเลี้ยงประเทศ มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้ารวม 16,071.13 เมกะวัตต์หรือร้อยละ 37.87 ของทั้งประเทศ ส่วนอื่นๆนั้นรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนทั้งรายใหญ่และรายเล็ก บริษัทในเครือและโรงไฟฟ้าในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว การดำเนินงานของ กฟผ. ให้ความสำคัญใน 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านความมั่นคงทางพลังงาน (Security) เพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ (2) ด้านเศรษฐกิจ (Economy) ราคาค่าไฟฟ้าต้องเหมาะสม สามารถสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ ส่งผลให้ชาวไทยมีความเป็นอยู่ที่ดี และ (3) ด้านสิ่งแวดล้อม (Ecology) ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดก๊าซ CO2

ถึงแม้ประเทศไทยจะยังไม่มีกฏหมายบังคับเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ด้วยการติดตามใส่ใจในสิ่งแวดล้อมทุกๆด้าน กฟผ. ได้เริ่มเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหลายปีก่อนที่ประเทศไทยจะประกาศเจตจำนงเข้าร่วม NAMAs นโยบายอย่างเป็นทางการฉบับแรกบรรจุอยู่ในนโยบายสิ่งแวดล้อมของ กฟผ. ประกาศใช้ เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ.2010 ให้ กฟผ. ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า (Demand-side management: DSM) และโครงการกลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism: CDM) เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน

ต่อมาในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2014 กฟผ. ได้ยกระดับความสำคัญเรื่องก๊าซเรือนกระจก โดยประกาศนโยบายเฉพาะสำหรับการดำเนินงานการลดก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. อย่างรอบด้าน ให้เกิดการสนับสนุนส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่สะอาด และมีประสิทธิภาพสูงในการปรับปรุงและพัฒนาโรงไฟฟ้า ดำเนินแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของ กฟผ. ทั่วทั้งองค์กร ให้เข้าสู่ระดับการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเหมาะสมในภาคพลังงานของประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์และบริการที่ประหยัดพลังงาน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงาน จากนั้นเมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ.2018 กฟผ. ปรับปรุงนโยบายอีกครั้ง เป็นการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมุ่งเน้นที่จะพัฒนาเครือข่ายการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคผลิตไฟฟ้า และส่งเสริมการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้เกิดการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกภายใน กฟผ. ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กฟผ. ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงประชุมรับทราบสถานการณ์และตัดสินใจร่วมกับระดับปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด นอกจากจะผลักดันให้ กฟผ. ประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ชุดที่ 10 และ 11 เป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกตามกลไก CDM ประเภทการปรับปรุงประสิทธิภาพโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกและสนับสนุนให้เกิดการขึ้นทะเบียนโครงการ CDM อื่นๆอีกหลากหลายประเภทแล้ว ยังเป็นวิสัยทัศน์ที่สร้างโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานได้เรียนรู้สั่งสมประสบการณ์ด้านเทคนิคเกี่ยวกับการเก็บข้อมูลและการคำนวณก๊าซเรือนกระจกเป็นพื้นฐานจนสามารถต่อยอดคิดวิธีคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกระดับมาตรการร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. สำหรับรายงานข้อมูลต่อภาคีอนุสัญญา UNFCCC  ช่วยเหลือภารกิจลดก๊าซเรือนกระจกระดับประเทศภายใต้ NAMA และ NDC ได้ตั้งแต่ปี ค.ศ.2013 อีกด้วย

กฟผ. ตั้งเป้าหมายที่จะลดก๊าซเรือนกระจกลง 4 ล้านตันฯต่อปี ภายในปี ค.ศ. 2020 และ 10 ล้านตันฯต่อปี ภายในปี ค.ศ.2030 โดยในปี ค.ศ.2016 กฟผ. สามารถลดก๊าซเรือนกระจกรวม 3.91 ล้านตันฯ ผ่านการตรวจสอบและได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ จากกระทรวงพลังงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผลงานดังกล่าวเป็นผลสำเร็จจาก 4 มาตรการ ได้แก่ (1) มาตรการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนประเภทพลังงานธรรมชาติ (แสงอาทิตย์ ลม น้ำ) (2) มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. (3) มาตรการโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีสะอาด และ (4) มาตรการเกณฑ์มาตรฐานและติดฉลากอุปกรณ์เบอร์ 5

สำหรับปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกปี ค.ศ.2017 และ 2018 นั้น ด้วยความใส่ใจที่จริงจัง กฟผ. มีความมั่นใจว่าจะสามารถลดก๊าซเรือนกระจกไม่น้อยไปกว่าปีที่ผ่านมา ในวันนี้ การร่วมมือเชิงวิชาการระหว่าง กฟผ. และ อบก. ที่มุ่งผลักดันภาคผลิตไฟฟ้าให้เกิดความเข้าใจและความร่วมมือในการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม การสร้างความรู้ความเข้าใจเกิดผลสำเร็จเป็นวิธีการคำนวณระดับมาตรการที่ได้มาตรฐาน กฟผ. มีความยินดีที่จะแบ่งปันประสบการณ์และองค์ความรู้กับภาคผลิตไฟฟ้าเอกชน นับเป็นโอกาสอันดีที่ กฟผ. และโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งรายใหญ่ รายเล็ก และสมาคมผู้ผลิตไฟฟ้าได้เริ่มประชุมหารือร่วมกันไปแล้ว 2 ครั้งในปี ค.ศ. 2018 เป็นการเริ่มต้นเชื่อมโยงความร่วมใจลดก๊าซเรือนกระจกในภาคผลิตไฟฟ้าของไทยในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาของทุกประเทศรวมถึงประเทศไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันต้องเคียงคู่กับการผลิตไฟฟ้าและพลังงาน ซึ่งยังต้องพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และการปิโตรเลียมเป็นหลัก เนื่องจากมีราคาที่เอื้อให้ประชาชนทุกระดับเข้าถึงการใช้ไฟฟ้าได้ อีกทั้งระบบการจ่ายไฟฟ้า มีความรวดเร็วเสถียรและมั่นคง  อย่างไรก็ตาม เมื่อมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่าการเผาไหม้ฟอสซิลก่อผลกระทบแก่สภาพภูมิอากาศโลกและมีข้อตกลงระหว่างประเทศเกิดขึ้น ประเทศไทยและภาคผลิตไฟฟ้านำโดย กฟผ. ได้ขานรับนโยบาย โดยผนวกการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกเข้ากับการผลิตไฟฟ้าอย่างเคร่งครัดจนสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ในขณะที่ยังสามารถรักษาความมั่นคงทางไฟฟ้า ระบบเศรษฐกิจและสังคม ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าได้ในราคาที่เหมาะสม เพื่อให้ประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทย มีโอกาสสร้างประเทศให้ทัดเทียมกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืนต่อไป  


เอกสารอ้างอิง
[1] Hannah Ritchie and Max Roser. (May 2017). CO2 and other Greenhouse Gas Emissions
[2] Mark Easton, Geraldine Carrodus, Tim Delaney, Kate McArthur, Richard Smith. (Oct 2013). Oxford Big Ideas Geography / History 9 Australian Curriculum. Chapter 5 The Industrial Revolution.
[3] Christopher Washington. (Mar 2015). The Industrial Revolution and Its Impact on European Society. Chapter 20 The Industrial Revolution in Great Britain.
[4] Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC). (2014). Assessment Report (AR5) Synthesis Report: Climate Change 2014
[5] Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC). (2014). Assessment Report (AR5) Climate Change 2014: Mitigation of Climate Change
[6] Office of Natural Resources and Environmental Policy and Planning. (Dec 2015). Thailand’s First Biennial Update Report. 

 

 

 

 

 

 

 

บทความอื่นๆ

คำแนะนำสำหรับผู้เขียน

แนวทางการเขียนบทความ สิ่งแวดล้อมไทย

1

รูปแบบและประเภทบทความ

สิ่งแวดล้อมไทย รับพิจารณาต้นฉบับบทความวิชาการที่มีเนื้อหาสาระด้านสิ่งแวดล้อมและสาขาที่เกี่ยวข้องภายใต้ขอบเขตของวารสาร รูปแบบของการเขียนบทความประกอบด้วย 2 รูปแบบ ดังนี้

  1. บทความวิจัยหรือบทความที่นำเสนอส่วนหนึ่งของผลงานวิจัย (Research article)
    บทความควรประกอบด้วย บทคัดย่อ คำสำคัญ ที่มาและความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ การรวบรวมข้อมูลและความรู้ที่เกี่ยวข้อง วิธีการและขั้นตอนการศึกษา ผลการศึกษาและการอภิปรายผลการศึกษา บทสรุป และรายงานการอ้างอิง
  2. บทความวิชาการ (Academic article) บทความวิจารณ์ (Analytical article) และบทความปริทัศน์ (Review article)
    ควรประกอบด้วย บทคัดย่อ บทนำ คำสำคัญ วัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระจากการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ส่วนการวิเคราะห์/สังเคราะห์และการอภิปราย บทสรุป และรายการการอ้างอิง

2

ข้อกำหนดทั่วไป

  1. เป็นบทความภาษาไทยที่มีการแบ่งส่วนประกอบของบทความอย่างชัดเจน
  2. บทความนำเสนอในรูปแบบคอลัมน์เดี่ยว ต้นฉบับบทความควรมีความยาวไม่เกิน 10 หน้าขนาด A4 (รวมรูปภาพและตาราง) โดยใช้ตัวอักษร ประเภท Thai Saraban ขนาดตัวอักษร 16 ระยะบรรทัดแบบ Single space
  3. บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความยาวไม่เกิน 300 คำ
  4. องค์ประกอบของบทความ ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่
    • หน้าแรก ประกอบด้วย ชื่อบทความและข้อมูลของผู้นิพนธ์ (ชื่อผู้แต่ง หน่วยงาน อีเมล์ผู้รับผิดชอบบทความ) บทคัดย่อ และคำสำคัญ โดยข้อมูลทั้งหมดจัดทำทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
    • ส่วนเนื้อหา ประกอบด้วย ข้อมูลเช่นเดียวกับหน้าแรก (โดยจัดทำเป็นภาษาไทย) และส่วนเนื้อความ ซึ่งจัดอยู่ในรูปแบบคอลัมน์เดี่ยว
  5. การใช้รูปภาพ แผนที่ และแผนภูมิเพื่อประกอบในบทความ ให้ระบุลำดับและชื่อรูปภาพ แผนที่ และแผนภูมิไว้ด้านล่างของวัตถุต่าง ๆ ดังกล่าว พร้อมอ้างอิงแหล่งที่มา สำหรับตาราง ให้ระบุลำดับและชื่อของตารางไว้ด้านบนของตารางนั้น ๆ พร้อมระบุการอ้างอิงแหล่งที่มา และหมายเหตุ (ถ้ามี) ไว้ด้านล่างตาราง วัตถุใด ๆ ที่ใช้ประกอบบทความ ต้องมีการอ้างอิงถึงในเนื้อหาด้วย
  6. รูปแบบของรูปภาพ แผนที่ และแผนภูมิ ต้องกำหนดรูปแบบให้เป็น TIFF หรือ JPEG ที่มีความละเอียดของรูปภาพ แผนที่ และแผนภูมิไม่ต่ำกว่า 300 dpi

3

การอ้างอิงและบรรณานุกรม

  • กำหนดการอ้างอิงในเนื้อความเป็นแบบ "(นาม, ปี)"
  • รายการเอกสารอ้างอิงจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ สามารถตรวจสอบได้ มีความเป็นสากล และทันสมัย
  • เอกสารอ้างอิงทุกรายการจัดทำเป็นภาษาอังกฤษ
  • กำหนดรูปแบบรายการอ้างอิงในระบบ APA 6th ed โดยมีวิธีการเขียนรายการอ้างอิง ดังนี้
  1. หนังสือ
    ชื่อผู้แต่ง. (ปีที่พิมพ์). ชื่อเรื่อง(ตัวเอียง) ครั้งที่พิมพ์. สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์.
  2. บทความในหนังสือ บทในหนังสือ
    ชื่อผู้เขียนบทความ. (ปีพิมพ์). ชื่อบทความ. ใน ชื่อบรรณาธิการ (บรรณาธิการ), ชื่อหนังสือ(ตัวเอียง) (ครั้งที่พิมพ์), เลขหน้าที่ปรากฏบทความ(จากหน้าใดถึงหน้าใด). สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์
  3. วารสาร
    ชื่อผู้เขียนบทความ. (ปีพิมพ์). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร(ตัวเอียง), ปีที่ (ฉบับที่), เลขหน้าที่ปรากฎ.
  4. วิทยานิพนธ์
    ชื่อผู้เขียนวิทยานิพนธ์. (ปีพิมพ์). ชื่อวิทยานิพนธ์(ตัวเอียง). (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตหรือวิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต,ชื่อสถาบันการศึกษา).
  5. สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์
    ชื่อผู้เขียน (ปี,เดือน วันที่). ชื่อเนื้อหา. [รูปแบบสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ เช่น PowerPoint Facebook Website]. สืบค้นจาก http://....

4

เอกสารแสดงความจำนงในการส่งบทความ และเอกสารรับรองจริยธรรม

ผู้นิพนธ์ต้องจัดเตรียมเอกสารแสดงความจำนงในการส่งบทความ ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลผู้นิพนธ์ และการรับรองจริยธรรม พร้อมลงนามรับรอง และจัดส่งพร้อมกับต้นฉบับบทความ

หมายเหตุ: ผู้นิพนธ์ต้องตรวจสอบและปฏิบัติตามข้อกำหนดก่อนดำเนินการจัดส่งต้นฉบับ เพื่อความรวดเร็วในกระบวนการพิจารณาบทความ ทั้งนี้ หากต้นฉบับบทความไม่เป็นไปตามข้อกำหนดดังกล่าว ต้นฉบับบทความจะถูกส่งคืนให้กับผู้รับผิดชอบบทความเพื่อปรับปรุงแก้ไขก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

FAQ

เกี่ยวกับวารสาร

ความเป็นมา

สิ่งแวดล้อมไทย (Thai Environmental) เป็นวารสารวิชาการที่ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน (สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม เดิม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีเป้าหมายเพื่อเป็นวารสารที่เผยแพร่องค์ความรู้และงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม (build and natural environment) และทรัพยากรธรรมชาติ ครอบคลุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านการวางแผนและการจัดการเชิงพื้นที่ และงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมและสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยมีกระบวนการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพของบทความตามมาตรฐานสากล

สิ่งแวดล้อมไทย หรือชื่อเดิม คือ วารสารสิ่งแวดล้อม (Environmental Journal) เริ่มดำเนินการและเผยแพร่ครั้งแรกในลักษณะรูปเล่มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 เป็นวารสารราย 3 เดือน (4 ฉบับ/ปี) และปรับเปลี่ยนเป็นการเผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์ในปี พ.ศ. 2562 ผ่านเวปไซต์ http://www.ej.eric.chula.ac.th/ โดยวารสารสิ่งแวดล้อมมีเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร หรือเลข ISSN (Print): 0859-3868 และ ISSN (Online) : 2586-9248 ในฐานข้อมูลการจัดทำดัชนี Thai-Journal Citation Index (TCI) ระดับ Tier 3

ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาวารสารเพื่อยกระดับคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเข้าสู่ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) ในระดับ Tier 2 วาสารสิ่งแวดล้อมจึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการ ในปี พ.ศ. 2566 กล่าวคือ การปรับความถี่ในการแผยแพร่เป็นราย 6 เดือน (2 ฉบับ/ปี) คือ ฉบับที่ 1 (มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (ธันวาคม) และการปรับรูปแบบการดำเนินการผ่านระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ ได้แก่ การปรับช่องทางการจัดส่งต้นฉบับจากทางอีเมล์ (eric@chula.ac.th) เป็นการจัดส่งผ่านระบบ Thai Journals Online (ThaiJO) ซึ่งเป็นระบบการจัดการและตีพิมพ์วารสารวิชาการในรูปแบบวารสารออนไลน์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Journal) และปรับปรุงขั้นตอนการประเมินคุณภาพบทความก่อนการพิจารณาเผยแพร่ในลักษณะ Double blind review จากผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ท่าน และวารสารสิ่งแวดล้อม ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วารสารสิ่งแวดล้อมไทย" ในปี พ.ศ. 2567 เพื่อสะท้อนถึงอัตลักษณ์และขอบเขตการนำเสนอที่ชัดเจน โดยมี ISSN : 3057-0166 (Online)

สิ่งแวดล้อมไทย เผยแพร่เนื้อหาของบทความในลักษณะ Open Access โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัย นิสิต นักศึกษา และผู้ที่สนใจ สามารถนำเสนอผลงานวิจัยและงานวิชาการที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาวงวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศไทยและระดับสากล รวมถึงการใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

หัวหน้ากองบรรณาธิการ

รองศาสตราจารย์ ดร. เสาวนีย์ วิจิตรโกสุม
สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

ดร. นันทมล ลิมป์พิทักษ์พงศ์
สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

บรรณาธิการ

อาจารย์ ดร. กัลยา สุนทรวงศ์สกุล
สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

ดร. กิตติวุฒิ เฉลยถ้อย
สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

ดร. ธวัลหทัย สุภาสมบูรณ์
สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร. ฐิติมา รุ่งรัตนาอุบล
ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อนงนาฎ ศรีประโชติ
สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วราลักษณ์ คงอ้วน
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดร. ยุทธนา ฐานมงคล
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม (ศนพ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

ดร. วิชญา รงค์สยามานนท์
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

สิ่งแวดล้อมไทย เป็นวารสารในลักษณะสหศาสตร์ (multidisciplinary journal) ด้านสิ่งแวดล้อม มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางและเวทีในการเผยแพร่องค์ความรู้และงานวิชาการที่ทันสมัยเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ทั้งงานวิจัย การปฏิบัติ นโยบาย และมุมมองต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นบริบทของประเทศไทยเพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อวงวิชาการในการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ และการใช้ประโยชน์ในวงกว้างเพื่อการเสริมสร้างองค์ความรู้ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ขอบเขตของวารสารสิ่งแวดล้อมไทย ครอบคลุมแนวคิด ผลลัพธ์และข้อมูลจากการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและงานด้านการวางแผนและนโยบาย ครอบคลุมงานการประเมิน การป้องกัน การฟื้นฟู และการวางแผนและการกำหนดนโยบาย

สิ่งแวดล้อมไทย ตีพิมพ์บทความวิชาการที่ครอบคลุมหลากหลายสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ดังนี้

  • การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • ภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • เศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการอย่างยั่งยืน
  • การจัดการเมืองยั่งยืน
  • การป้องกันและควบคุมมลพิษ
  • นโยบายและกฎหมายสิ่งแวดล้อม
  • ประเด็นสิ่งแวดล้อมในมิติอื่น ๆ

กระบวนการพิจารณาบทความและขั้นตอนการดำเนินการเผยแพร่

วารสารสิ่งแวดล้อมไทย เปิดรับต้นฉบับบทความที่ยังไม่เคยมีการตีพิมพ์เผยแพร่มาก่อน และต้องไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารใด ๆ

ขั้นตอนการพิจารณาเบื้องต้นเมื่อต้นฉบับบทความเข้าสู่กระบวนการ คือ ต้นฉบับบทความจะถูกประเมินและตรวจสอบความถูกต้อง ตรงตามวัตถุประสงค์ และขอบเขตของวารสาร รูปแบบ และดัชนีความคล้ายคลึงกับการตีพิมพ์ก่อนหน้า หากต้นฉบับบทความผ่านเกณฑ์การตรวจสอบทั้งหมดดังกล่าว จึงจะเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพและความถูกต้องเชิงวิชาการโดยผู้ตรวจสอบอิสระ ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ท่านจากหลากหลายสถาบันด้วยกระบวนการตรวจสอบแบบปกปิดสองฝ่าย (Double-blind review) การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการยอมรับ แก้ไข หรือปฏิเสธบทความของบรรณาธิการถือเป็นที่สิ้นสุด

หัวหน้ากองบรรณาธิการจะให้คำแนะนำและแนวปฏิบัติด้านวิชาการ และมอบหมายต้นฉบับบทความให้แก่บรรณาธิการที่เหมาะสม บรรณาธิการที่ได้รับมอบหมายมีหน้าที่เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ประเมินและอาจทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินด้วย เพื่อพิจารณาคุณภาพของต้นฉบับและให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงบทความ บรรณาธิการจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าต้นฉบับจะได้รับการยอมรับหรือปฏิเสธตามข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิในการประเมินบทความ กรณีเกิดความขัดแย้งหรือความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หัวหน้ากองบรรณาธิการจะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย

เมื่อต้นฉบับบทความได้รับการตอบรับการตีพิมพ์แล้ว บทความจะเข้าสู่กระบวนการจัดรูปแบบ (Formating) การพิสูจน์อักษรและการตรวจสอบความถูกต้อง (Proofread) และการตีพิมพ์เผยแพร่ โดยผู้เขียนจะได้รับแบบฟอร์มข้อตกลงการโอนลิขสิทธิ์ของบทความ และบทความจะได้รับหมายเลขประจำเอกสารดิจิทัล (Digital Object Identifier; DOI) เพื่อเผยแพร่ออนไลน์ ทั้งนี้ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการบรรณาธิการแสดงดังแผนผัง

หลักปฏิบัติทางจริยธรรมของวารสารสิ่งแวดล้อมไทย

สิ่งแวดล้อมไทย ให้ความสำคัญสูงสุดและยึดมั่นในหลักปฏิบัติทางจริยธรรมในการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง และความสมบูรณ์ของผลงานวิชาการ ส่งเสริมให้ผู้เขียนยึดมั่นในมาตรฐานทางจริยธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีที่น่าเชื่อถือสำหรับการนำเสนอผลงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความที่สร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ หรือมีส่วนสำคัญในการพัฒนางานด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

ดังนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในกระบวนการเผยแพร่ต้องปฏิบัติตามแนวทางของ "คณะกรรมการจริยธรรมในการเผยแพร่ (COPE)" (https://publicationethics.org/) โดยเครื่องมือตรวจจับการลอกเลียนแบบ "อักขราวิสุทธิ์" จะถูกใช้เพื่อรับรองความเป็นต้นฉบับของต้นฉบับบทความที่ส่งมาทั้งหมด ต้นฉบับใด ๆ ที่มีดัชนีความคล้ายคลึงกันมากกว่า 30% จะถูกส่งกลับไปยังผู้เขียนเพื่อแก้ไขและชี้แจง (หากไม่ปฏิบัติตามจะส่งผลให้ต้นฉบับถูกปฏิเสธ) หรือปฏิเสธการรับพิจารณาบทความนั้น ๆ ซึ่งมีผลต่อการยุติกระบวนการประเมินต้นฉบับบทความ นอกจากนี้ เพื่อป้องกันอคติและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ สิ่งแวดล้อมไทยจึงปฏิบัติตามนโยบายการตรวจสอบและประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิแบบปกปิดทั้งสองด้าน (Double-blind peer review)

สำหรับกองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ ประกอบด้วย หัวหน้ากองบรรณาธิการ และบรรณาธิการ กองบรรณาธิการเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิจัยต่าง ๆ ที่ครอบคลุมขอบเขตของงานวารสาร และมีความอิสระทางวิชาการในการดำเนินการ

กองบรรณาธิการ มีบทบาทสำคัญในการควบคุมและกำกับดูแลกระบวนการพิจารณาบทความให้เป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดของจริยธรรมทางวิชาการ โดยมีแนวปฏิบัติ ดังนี้

  • ความโปร่งใสและเป็นธรรม: กำกับดูแลให้กระบวนการประเมินบทความเป็นไปอย่างโปร่งใส ยุติธรรม และปราศจากอคติ โดยการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิที่เปี่ยมด้วยความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาที่เกี่ยวข้องกับบทความนั้น ๆ
  • การพิจารณาคุณภาพบทความ: พิจารณาและตรวจสอบคุณภาพของบทความอย่างละเอียด โดยมุ่งเน้นที่ความถูกต้องและความสำคัญทางวิชาการ ความชัดเจนในการนำเสนอ และความสอดคล้องของเนื้อหากับนโยบายและขอบเขตของวารสาร
  • การหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน: ต้องรับรองว่าตนเองไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ กับผู้นิพนธ์ ผู้ประเมินบทความ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นกลางในการตัดสินใจ
  • การจัดการการละเมิดจริยธรรม: หากตรวจพบการคัดลอกผลงาน (plagiarism) หรือการตีพิมพ์ซ้ำซ้อน (duplicate publication) ในระหว่างกระบวนการประเมินบทความ บรรณาธิการมีหน้าที่ระงับกระบวนการทันที และดำเนินการติดต่อผู้นิพนธ์หลัก และ/หรือ ผู้ประพันธ์บรรณกิจ เพื่อขอคำชี้แจงประกอบการพิจารณากระบวนการประเมินบทความต่อไป หรือปฏิเสธการตีพิมพ์ต้นฉบับบทความดังกล่าว
  • การรักษาความลับ: ปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความลับของข้อมูลผู้นิพนธ์และผู้ประเมินบทความอย่างเคร่งครัด โดยจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวแก่บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องตลอดระยะเวลาของกระบวนการประเมิน

สำหรับผู้นิพนธ์

ผู้นิพนธ์มีบทบาทสำคัญในการรับผิดชอบต่อความถูกต้องและความสมบูรณ์ของผลงาน หน้าที่และแนวปฏิบัติสำหรับผู้นิพนธ์เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรม ดังนี้

  • ความสมบูรณ์และเป็นต้นฉบับ: ต้องให้การรับรองว่าผลงานที่ส่งมาเพื่อพิจารณาตีพิมพ์นั้น เป็นผลงานต้นฉบับที่ไม่เคยถูกตีพิมพ์หรือเผยแพร่ที่ใดมาก่อน และต้นฉบับต้องไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารใด ๆ ระหว่างการพิจารณาของสิ่งแวดล้อมไทย
  • ความถูกต้องของข้อมูล: รายงานข้อเท็จจริงที่ได้จากการศึกษาวิจัย สังเคราะห์ และวิเคราะห์ อย่างซื่อตรง ไม่บิดเบือนข้อมูล หรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จไม่ว่ากรณีใด ๆ
  • การตรวจสอบการคัดลอกผลงาน: ต้องดำเนินการตรวจสอบบทความของตนเองอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการคัดลอกผลงานของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • การอ้างอิงที่ถูกต้อง: ต้องมีการอ้างอิงแหล่งที่มาของผลงานหรือแนวคิดของผู้อื่นรวมถึงของตนเอง ที่นำมาใช้ในบทความอย่างครบถ้วนและถูกต้องตามหลักวิชาการ พร้อมทั้งจัดทำรายการอ้างอิงท้ายบทความ
  • การมีส่วนร่วมจริง: ผู้นิพนธ์ทุกคนที่มีชื่อปรากฏในบทความต้องเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในกระบวนการดำเนินการศึกษาวิจัยและการสร้างสรรค์บทความ ซึ่งหมายความรวมถึง การออกแบบแนวความคิดและขั้นตอนการศึกษา การค้นคว้า การวิเคราะห์ การอภิปราย การให้บทสรุป และการเขียนบทความ
  • การระบุชื่อผู้นิพนธ์: ผู้ประพันธ์บรรณกิจ (Corresponding Author) ควรตรวจสอบว่า รายชื่อผู้นิพนธ์ถูกต้อง และได้รับการยินยอมจากทุกคนก่อนส่งบทความ การเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้นิพนธ์ภายหลังการส่งต้นฉบับจะพิจารณาเป็นกรณีพิเศษโดยบรรณาธิการ และต้องได้รับความยินยอมจากผู้นิพนธ์ทุกคน
  • การระบุแหล่งทุน: ต้องระบุแหล่งทุนที่ให้การสนับสนุนการศึกษาวิจัย พร้อมทั้งแนบหลักฐานการยินยอมให้เผยแพร่ข้อมูลจากผู้สนับสนุนดังกล่าว (หากจำเป็น)
  • การรับรองจริยธรรมการวิจัย: ต้องพิจารณาและรับรองว่างานวิจัยที่ดำเนินการนั้นสอดคล้องกับหลักจริยธรรมการวิจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์และสัตว์ หรือจริยธรรมการวิจัยด้านอื่น ๆ ทั้งนี้ ผู้นิพนธ์จะต้องให้ข้อมูลและลงนามในแบบรับรองจริยธรรมที่แนบมาพร้อมกับเอกสารแสดงความจำนงในการส่งบทความ
  • การรับรองสิทธิ์: ต้องลงนามในข้อตกลงการโอนลิขสิทธิ์กับวารสารสิ่งแวดล้อมไทยภายหลังจากต้นฉบับได้รับการยอมรับการตีพิมพ์แล้ว
  • ความรับผิดชอบในบทความ: ผู้นิพนธ์ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อข้อผิดพลาดและข้อโต้แย้งทางวิชาการตลอดจนการคัดลอกและการลอกเลียนแบบที่ปรากฎในบทความของตน

สำหรับผู้ประเมิน

ผู้ประเมินมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการตีพิมพ์เผยแพร่บทความ โดยการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพของบทความ ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อช่วยให้ผู้นิพนธ์ปรับปรุงคุณภาพของต้นฉบับ และรับประกันว่าต้นฉบับมีคุณภาพเหมาะสมต่อการตีพิมพ์ อันจะนำไปสู่การพัฒนาและเสริมสร้างความรู้ทางวิชาการ ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกระบวนการตรวจสอบ ผู้ประเมินจะต้องปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้

  • การรักษาความลับ: มีหน้าที่รักษาความลับของบทความที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างเคร่งครัด ไม่เปิดเผยข้อมูลใด ๆ แก่บุคคลภายนอก
  • การประเมินตามความเชี่ยวชาญและหลักวิชาการ: พิจารณาและประเมินบทความเฉพาะในสาขาที่ตนเองมีความรู้และความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง การกลั่นกรองบทความต้องพิจารณาความถูกต้องของหลักการทางวิชาการของบทความเป็นสำคัญ และหลีกเลี่ยงการใช้ทัศนคติส่วนตัวที่ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์สนับสนุนในการประเมินบทความ
  • การตรงต่อเวลา: ดำเนินการประเมินบทความให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด
  • การหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อนและความขัดแย้งทางผลประโยชน์: ต้องตรวจสอบและแจ้งบรรณาธิการวารสารทราบทันที หากพบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้นิพนธ์ หรือมีเหตุผลอื่นใดที่อาจส่งผลต่อความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการประเมิน และปฏิเสธการประเมินบทความนั้น ๆ
  • การแจ้งการซ้ำซ้อน: หากตรวจพบบทความที่กำลังประเมินมีส่วนใดส่วนหนึ่งคล้ายคลึงหรือซ้ำซ้อนกับผลงานที่เคยตีพิมพ์อื่นใด ต้องแจ้งให้บรรณาธิการทราบโดยทันที

บทความที่ได้รับการเผยแพร่นี้ การเผยแพร่ รูปเล่ม เรขนิเทศ เป็นลิขสิทธิ์ของสิ่งแวดล้อมไทย เนื้อหาข้อความ ความคิด การสร้างสรรค์ ภาพประกอบ เป็นลิขสิทธิ์ของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ซึ่งจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาบทความ ภาพประกอบ ตลอดจนจริยธรรมในการวิจัยของตนเอง

สิ่งแวดล้อมไทย เป็นวารสารในรูปแบบ E-Journal และเปิดให้ผู้อ่านเข้าถึงเนื้อหาอย่างเสรี (Open Access) สามารถอ่าน ดาวน์โหลด และเผยแพร่ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย บทความได้รับการตีพิมพ์ภายใต้เงื่อนไขของสัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial 4.0 International License ซึ่งบทความทั้งหมดสามารถถูกเผยแพร่ คัดลอก แจกจ่ายใหม่ และ/หรือดัดแปลงเพื่อการใช้ประโยชน์ไม่เชิงพาณิชย์ได้โดยได้รับการอนุมัติที่เหมาะสมจากกองบรรณาธิการของวารสารสิ่งแวดล้อมไทย

ทั้งนี้ ลิขสิทธิ์ของสิ่งแวดล้อมไทย มีผลบังคับใช้เมื่อบทความได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ ดังนั้น ผู้นิพนธ์เจ้าของบทความจะมอบสิทธิ์ทั้งหมดในงานให้กับสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้รับการคุ้มครองจากผลที่เกิดจากการใช้งานที่ไม่ได้รับอนุญาต การตีพิมพ์บางส่วนหรือทั้งหมดของบทความในที่อื่นเป็นไปได้เฉพาะหลังจากได้รับความยินยอมจากกองบรรณาธิการวารสารสิ่งแวดล้อมไทยเท่านั้น

บทความทั้งหมดที่ตีพิมพ์ในวารสารสิ่งแวดล้อมไทย ได้รับอนุญาตภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial 4.0 International License บทความที่ตีพิมพ์อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ของสิ่งแวดล้อมไทย มีผลบังคับใช้เมื่อบทความได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ ผู้นิพนธ์จะทำการโอนมอบสิทธิ์ทั้งหมดในงานให้กับสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้รับการคุ้มครองจากผลที่เกิดจากการใช้งานที่ไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ การตีพิมพ์บางส่วนหรือทั้งหมดของบทความในที่อื่นเป็นไปได้เฉพาะหลังจากได้รับความยินยอมจากกองบรรณาธิการสิ่งแวดล้อมไทยอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น

วารสารสิ่งแวดล้อมไทยเปิดรับบทความวิชาการและบทความวิจัยตลอดทั้งทั้งปีผ่านระบบออนไลน์ โดยมีกำหนดการเผยแพร่ 2 ฉบับต่อปี คือ ฉบับที่ 1 (มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (ธันวาคม)

สิ่งแวดล้อมไทยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ ในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความ ซึ่งหมายความรวมถึงค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการส่งต้นฉบับ กระบวนการพิจารณาและการดำเนินการด้านบรรณาธิการ กระบวนการประเมินและตรวจสอบคุณภาพต้นฉบับบทความ กระบวนการด้านการจัดรูปแบบ การผลิต และการตีพิมพ์