การศึกษาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกครั้งเดียวทิ้งของร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ในกิจกรรมถนนคนเดิน โดยการใช้เกมจับฉลาก

บทคัดย่อ

กิจกรรม Green Lucky ที่จัดขึ้น ณ ถนนคนเดินกาดข่วงเมืองน่าน เป็นการใช้เกมจับฉลาก เพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Used Plastic) ของร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม โดยตั๋วจับฉลากของ Green Lucky สามารถส่งเสริมทางเลือกให้กับบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น ย่อยสลายได้ หรือสามารถขายได้) ซึ่งส่วนใหญ่มีราคาที่สูงกว่าพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Used Plastic) กิจกรรมนี้จะช่วยดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคผ่านบัตรส่วนลดและผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากขยะ (Upcycling Product) ซึ่งเป็นของรางวัลที่ได้จากกิจกรรมการจับฉลาก Green Lucky ทำให้เกิดความต้องการตั๋วจับฉลาก Green Lucky จากผู้บริโภค (Demand Driving) ส่งผลให้ร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มมีแรงจูงใจในการเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีแนวทางการลดการใช้ พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Used Plastic) เพื่อให้มีสิทธิรับโควตาตั๋วจับฉลาก Green Lucky โดยกิจกรรม Green Lucky สามารถลดปริมาณขยะไปยังหลุมฝังกลบได้ร้อยละ 6 โดยน้ำหนัก เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการดำเนินกิจกรรม นอกจากนั้น พฤติกรรมการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ของร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มหลังสิ้นสุดกิจกรรมไปแล้ว 1 เดือน ยังคงเหมือนกับช่วงระหว่างการดำเนินกิจกรรม Green Lucky ซึ่งแตกต่างจากกิจกรรมอื่น ๆ ที่ให้งบสนับสนุนการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ แต่ไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ของร้านอาหารและเครื่องดื่มได้ แม้ว่างบประมาณในการจัดกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky จะมีต้นทุนสูงกว่างบประมาณที่ใช้ในการสนับสนุนการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่การพัฒนากลไกการให้ของรางวัล เช่น ราคาของตั๋วส่วนลด และสัดส่วนของตั๋วส่วนลดมูลค่าต่าง ๆ เป็นต้น อาจช่วยให้สามารถจัดกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky อนาคตได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าต้นทุนของบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


1. บทนำ

ในปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับแล้วว่าปัญหาภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งมีสาเหตุของปัญหามาจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ที่ก่อให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศโลกซึ่งทำให้เกิดการสะสมความร้อนไว้ในชั้นบรรยากาศ โดยในทางวิชาการก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้จะถูกคำนวณเปลี่ยนหน่วยให้เป็นหน่วยเดียวกันซึ่งนิยมใช้หน่วยเทียบเท่าความสามารถในการสะสมความร้อนโดยคาร์บอนไดออกไซด์ จึงเป็นที่มาของการเรียกการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกกันโดยย่อ ว่า “การปลดปล่อยคาร์บอน” (Carbon emission)

การท่องเที่ยว เป็นกิจกรรมหนึ่งของมนุษย์ที่มีการปล่อยคาร์บอนปริมาณมากออกสู่บรรยากาศ โดยมีที่มาจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างการท่องเที่ยว อาทิ การเดินทาง การเข้าพัก การบริโภค และจับจ่ายใช้สอย รวมถึงการสันทนาการต่าง ๆ ดังนั้น การลดการปล่อยคาร์บอนจากการท่องเที่ยวจึงเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการลดการปล่อยคาร์บอน (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 2564)

ในการนี้ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) จึงผลักดันให้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ (Low carbon tourism) โดยมีแนวคิดให้ทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ และร่วมรับประโยชน์จากการลดการปล่อยคาร์บอน โดยยังคงอัตลักษณ์ของศิลปวัฒธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น

การออกแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ จึงมีเป้าหมายให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ และมีส่วนร่วมกับชุมชนในกิจกรรมที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวควบคู่กับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งนำไปสู่การลดการปล่อยคาร์บอน โดยยังคงไว้ซึ่งความสุข ความสะดวกสบาย และประสบการณ์ที่ดีที่ได้รับจากการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่สำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ คือ ส่วนต่างของราคาของสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งมักมีราคาที่แพงกว่าสินค้าทั่วไป ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่ลังเลที่จะจ่าย ยกตัวอย่างเช่น ราคาของเนื้อสัตว์ทั่วไปอยู่ที่ 3.79 USD/Ib ในขณะที่ โปรตีนทางเลือกจากพืช (Plant-based meat) มีราคาสูงถึง 5.76 USD/Ib (Breakthrough Energy, 2567) หรือ จานพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งมีราคาประมาณ 0.58 บาท/จาน แต่จานชานอ้อยที่ย่อยสลายได้มีราคาสูงถึง 2.5 บาท/จาน ผู้ที่จะต้องจ่ายค่าส่วนต่าง Green Premium นี้ คือ ผู้บริโภค หรือร้านค้า

ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของ ผู้บริโภค หรือร้านค้า ให้เลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่มีราคาที่สูงกว่าพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Used Plastic) จำเป็นที่จะต้องลดส่วนต่าง Green Premium นี้ สามารถทำได้โดยการลดต้นทุนของบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการหามูลค่าเพิ่มให้กับบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วัตถุประสงค์ของบทความวิชาการนี้ คือ การศึกษาการเพิ่มมูลค่าให้กับบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม โดยในโครงการนี้ผู้ศึกษาได้เลือกใช้ “ความสนุก” และ “ความคาดหวัง” จากการจับฉลากภายใต้กิจกรรม “Green Lucky” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ประสบความสำเร็จที่ดำเนินการโดย บริษัท Trash Lucky ที่มีการรับซื้อขยะรีไซเคิลเพื่อมาลุ้นทองจากบริษัท (Trash Lucky, 2564)

กิจกรรมนี้ เป็นการทดสอบในสองประเด็นหลัก คือ 1) ถ้าสินค้ามีมูลค่ามากพอ คนจะเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่ราคาสูงกว่าหรือไม่ และ 2) หากมีการปรับเปลี่ยนมาใช้ภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะส่งผลต่อขยะที่เกิดขึ้นอย่างไร โดยในการกิจกรรมนี้ ผู้ศึกษาเชื่อว่ากิจกรรมดังกล่าวจะช่วยให้ผู้บริโภคหันมาสนใจสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยจะส่งผลให้ขยะที่เกิดขึ้นสามารถนำไปรีไซเคิลได้ และมีขยะที่ต้องนำไปฝังกลบลดลง ในการศึกษานี้ ทำการบันทึกข้อมูลปริมาณน้ำหนักและชนิดของขยะที่เกิดขึ้น ก่อนจัดกิจกรรม ระหว่างจัดกิจกรรม และหลังการจัดกิจกรรม รวมไปถึงปริมาณร้านค้า และผู้ใช้บริการ ที่เข้าร่วมกิจกรรมของโครงการในระยะเวลาดังกล่าว

2. รายละเอียดของกิจกรรม Green Lucky

1) กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมาย ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ ของการศึกษานี้ คือ ผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่จำหน่ายสินค้าในถนนคนเดินกาดข่วงเมืองน่าน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกเย็นวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ภายในกิจกรรมถนนคนเดินนี้ จะมีร้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงร้านที่ขายของที่ระลึก เมื่อผู้บริโภคเลือกซื้ออาหารและเครื่องดื่มเสร็จแล้ว จะสามารถนำไปรับประทานได้ที่บริเวณลานหน้าวัดภูมินทร์ ที่ทางเทศบาลเมืองน่าน มีการจัดพื้นที่ลานขันโตกให้บริการ

จากการสำรวจผู้ประกอบการร้านอาหารและเครื่องดื่ม เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2565 พบว่า มีร้านค้าจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม จำนวนทั้งหมด 151 ร้าน และแยกตามภาชนะที่ใส่อาหาร ดังที่แสดงใน ตารางที่ 1 จะเห็นได้ว่าบางร้านค้าจะมีบรรจุภัณฑ์มากกว่า 1 ชนิด และมีสัดส่วนการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Used Plastic) ร้อยละ 48

ตารางที่ 1 ประเภทของบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง ของร้านค้าจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ณ ถนนคนเดินกาดข่วงเมืองน่าน ก่อนเริ่มกิจกรรม Green Lucky

2) กิจกรรมจับฉลาก Green Lucky

ร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม Green Lucky จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ (1) ต้องเป็นร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าในบริเวณถนนคนเดินกาดข่วงเมืองน่าน และ (2) ร้านค้าต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น จานชามชานอ้อย ใบตอง แก้วพลาสติกหรือกล่องอาหารพลาสติก ชนิด Polypropylene (PP) และช้อนส้อมชนิด Polystylene (PS) ที่สามารถขายได้ เป็นต้น

ร้านค้าที่ได้รับการตอบรับเข้าร่วมกิจกรรม จะได้โควตา ตั๋วจับฉลาก Green Lucky (รูปที่ 1) ไปร้านค้าละ 20 ใบ สำหรับมอบให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ โดยตั๋วจับฉลากนี้ ทางลูกค้าสามารถนำมาจับฉลากแลกของรางวัล เช่น บัตรส่วนลดสำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม Green Lucky และ Upcycling Product ผลิตโดยวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่น ได้ที่บูทจับฉลากของ Green Lucky (รูปที่ 2) ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์พื้นที่จากเทศบาลเมืองน่าน ภายในบูทกิจกรรมจะมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม และกิจกรรมที่สามารถช่วยลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง

รูปที่ 1 ตั๋วจับฉลาก Green Lucky ที่แจกให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม (1) และ ป้ายตั้งหน้าร้านที่เข้าร่วมกิจกรรม (2)

รูปที่ 2 ขั้นตอนต่าง ๆ ในกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky

ของรางวัลที่ได้จากการจับฉลาก Green Lucky จะมีอยู่ด้วยกัน 5 ระดับ ระดับที่ 3-5 เป็นบัตรส่วนลดที่มีมูลค่ารวม 78,210 บาท แต่ไม่มีการบันทึกจำนวนของบัตรส่วนลดแต่ละใบที่มีการนำมาแลก ดังที่แสดงในตารางที่ 2

ตารางที่ 2 ของรางวัลในกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky และมูลค่ารวม

การจัดกิจกรรม Green Lucky ดำเนินการระหว่าง เดือน สิงหาคม - กันยายน 2566 ทุกวัน ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 12 วัน เมื่อสิ้นสุดกิจกรรมในแต่ละวัน ร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม Green Lucky จะนำบัตรส่วนลด มาแลกเงินสดที่บูทจับฉลาก และทางคณะวิจัยจะมีการชั่งและบันทึกน้ำหนักของขยะในแต่ละชนิดร่วมกับ เจ้าหน้าที่ อปพร. เทศบาลเมืองน่าน (รูปที่ 3) แบ่งออกเป็น 12 ประเภท คือ (1) ขวดพลาสติก, (2) แก้วพลาสติก/กล่องพลาสติก ชนิด PP, (3) ช้อน ส้อม พลาสติก, (4) ตะเกียบและไม้เสียบต่าง ๆ , (5) จานชามชานอ้อย, (6) เศษอาหาร, (7) ถุงพลาสติกเปื้อนเศษอาหาร, (8) หลอดพลาสติก, (9) กระดาษห่อ ใบตอง ทิชชู, (10) กล่องพลาสติก และฝาพลาสติก (ขายไม่ได้), (11) กะลามะพร้าว และ (12) ขยะทั่วไป ซึ่งการชั่งและบันทึกข้อมูลขยะทำเป็น 3 ช่วง ดังนี้

  1. ก่อนการจัดกิจกรรม (30 กันยายน 2566 – 14 สิงหาคม 2566 จำนวน 5 ครั้ง)

  2. ระหว่างการจัดกิจกรรม (18 สิงหาคม 2566 – 10 กันยายน 2566 จำนวน 10 ครั้ง)

  3. หลังจากจัดกิจกรรม (16 กันยายน 2566 – 15 ตุลาคม 2566 จำนวน 11 ครั้ง)

รูปที่ 3 บริเวณกิจกรรมการคัดแยกขยะ ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ อปพร. เทศบาลเมืองน่าน

3) ผลการดำเนินงาน

การจัดกิจกรรม Green Lucky ดำเนินการระหว่าง เดือน สิงหาคม - กันยายน 2566 ทุกวัน ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 12 วัน ณ ถนนคนเดินกาดข่วงเมืองน่าน โดยในช่วงก่อนเริ่มกิจกรรม (ระยะที่ 1) มีร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 44 ร้านค้า (ข้อมูลวันที่ 18 สิงหาคม 2567) ที่ผ่านการอบรมการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถนำมาขายได้จากโครงการ ฯ ได้รับความร่วมมือจากเทศบาลเมืองน่าน และผู้ประกอบการร้านรับซื้อขยะรีไซเคิล ในพื้นที่จังหวัดน่าน (รูปที่ 4) โดยร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ มีแนวทางในการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถขายได้ และมาตรการการลดการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Used Plastic) ดังแสดงใน รูปที่ 5

รูปที่ 4 การอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการคัดแยกประเภทขยะและบรรจุภัณฑ์ทดแทนพลาสติก การเรียนรู้การลดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง จากร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม

รูปที่ 5 ตัวอย่างแนวทางการลดขยะพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง จากร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม Green Lucky

ในระหว่างการจัดกิจกรรม มีเสียงตอบรับที่ดีจากทั้งร้านค้าและผู้มาใช้บริการ จากผลกระทบของกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky ที่เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมาตรการการจัดการที่ลดการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Used Plastic) โดยการให้ “สิทธิการจับฉลาก” ทำให้เกิดความต้องการตั๋วจับฉลาก Green Lucky จากทางฝั่งของผู้มาใช้บริการ (Demand Driving) ส่งผลให้มีร้านอาหารและเครื่องดื่มสนใจเข้าร่วมกิจกรรม เพิ่มขึ้นจาก 44 ร้าน เป็น 86 ร้าน (ข้อมูล ณ วันที่ 25 สิงหาคม 2566) จากร้านอาหารและเครื่องดื่มทั้งหมด 151 ร้านค้า เพื่อให้ได้รับโควตาตั๋วจับฉลาก Green Lucky สำหรับเป็นโปรโมชั่นแก่ผู้มาใช้บริการ

จากข้อมูลการลงทะเบียนผู้เข้าร่วมกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky ของผู้มาใช้บริการ มีด้วยกันทั้งสิ้น 3,028 คน จากข้อมูลลงทะเบียนพบว่า ผู้เข้าร่วมสนใจกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky แบ่งเป็น กลุ่มเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ร้อยละ 9.54 ที่มีความต้องการบัตรส่วนลด ไปใช้ซื้ออาหารและเครื่องดื่มของร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยผู้ใช้บริการกลุ่มนี้มีความสามารถโน้มน้าวให้ผู้ปกครองเลือกใช้บริการร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เข้าร่วมกิจกรรม Green Lucky

ถึงแม้ร้านค้าจะมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เฉลี่ย 240 บาทต่อร้านค้า แต่สามารถสร้างรายได้เพิ่มจากบัตรส่วนลด จากการที่นำบัตรส่วนลดที่ได้รับจากลูกค้ามาแลกเป็นเงินสดที่ซุ้มกิจกรรม Green Lucky เฉลี่ย 859 บาทต่อร้านค้า (รวมงบประมาณของของรางวัลทั้งหมด) ซึ่งต้นทุน Green Premium จากการเปลี่ยนพฤติกรรมร้านค้าให้มีการลดการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Used Plastic) จะตกมาเป็นภาระของผู้จัดกิจกรรมจับฉลาก Green Premium ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ยังถือเป็นต้นทุนที่สูงกว่าต้นทุนของการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทางคณะวิจัย คาดว่า ต้นทุน Green Premium เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมร้านค้าในการลดการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง (Single Used Plastic) ด้วยกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky สามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางดังต่อไปนี้

  1. การปรับปรุงประเภทและมูลค่าของรางวัล

จากการสำรวจความต้องการของผู้มาจับฉลาก พบว่า ของรางวัลที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ได้แก่ แก้วน้ำลายอัตลักษณ์น่าน ซึ่งมีมูลค่าสูงสุด (300 บาท) รองลงมาคือ บัตรส่วนลดของร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม การปรับปรุงประเภทและมูลค่าของรางวัล จากมูลค่าของรางวัลแต่ละประเภท (ตารางที่ 2) พบว่า มูลค่ารวมของรางวัลที่ 1 มีมูลค่าต่ำที่สุด ตรงข้ามกับ ของรางวัลที่ 2-5 มีมูลค่าสูงกว่ามาก เพราะเหตุนี้ทำให้ต้นทุนของการจับฉลาก Green Lucky สูงมาก การปรับสัดส่วนดังกล่าวให้มีสัดส่วนมูลค่าของรางวัลประเภทที่ 2-5 ลดลง จะสามารถลดต้นทุนดังกล่าวได้ โดยสามารถใช้ตัวอย่างจาก มูลค่าของรางวัลฉลากกินแบ่งรัฐบาล ที่มีมูลค่าการขายฉลากอยู่ที่ 80 ล้านบาท และมีฉลากทั้งหมด 1 ล้านใบ ดังแสดงใน ตารางที่ 3 ซึ่งมีสัดส่วนมูลค่ารางวัลที่ 1 มากถึงร้อยละ 12.50 เมื่อเปรียบเทียบกับกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky มีสัดส่วน ร้อยละ 6.58 (ตารางที่ 2) และสำหรับฉลากกินแบ่งรัฐบาลจะมีฉลากที่ไม่ถูกรางวัล คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 98.58 ซึ่งแตกต่างจากกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky ที่มีรางวัลให้กับฉลากทุกใบ

ตารางที่ 3 ชนิดรางวัลและมูลค่ารางวัลของฉลากกินแบ่งรัฐบาล (สำนักงานฉลากกินแบ่งรัฐบาล, 2560)

นอกจากการปรับสัดส่วนแล้ว การหาของรางวัลที่มีมูลค่าน้อย (ต่ำกว่า 5 บาท/ชิ้น) หรือได้รับการสนับสนุนจากวิสาหกิจชุมชน เช่น ขนมท้องถิ่น บัตรส่วนลด หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ ก็สามารถลดต้นทุนให้กับกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky ได้เช่นกัน โดยทางผู้ให้การสนับสนุนจะได้ประโยชน์จากการโฆษณาสินค้าและทดลองสินค้าจากกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky

  1. การสร้างรายได้จากการขายบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

จากผลการสำรวจราคาของบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมการซื้อของร้านค้า พบว่า ร้านค้าจะซื้อบรรจุภัณฑ์ในปริมาณที่ไม่มาก ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วย (ราคาขายปลีก) ค่อนข้างสูงกว่าการซื้อในปริมาณมาก (ราคาขายส่ง) ทางคณะวิจัย เล็งเห็นว่า หน่วยงานที่จัดกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky สามารถเป็นผู้ขายบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวได้ โดยการซื้อมาในราคาขายส่ง และขายในราคาต่ำกว่าราคาขายปลีกให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky

นอกจากจะสามารถสร้างรายได้จากการขายบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดต้นทุนบรรจุภัณฑ์แก่ร้านอาหารและเครื่องดื่ม อีกทั้งยังสามารถควบคุมชนิดของบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ในกิจกรรมถนนคนเดินกาดข่วงเมืองน่านได้ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการคัดแยก และการขาย

  1. การสร้างรายได้จากการขายบรรจุภัณฑ์พลาสติก

จากการเข้าร่วมกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky ทำให้ร้านอาหารและเครื่องดื่ม มีความรู้เกี่ยวกับการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถขายได้ในพื้นที่ สัดส่วนของแก้วพลาสติก และกล่องพลาสติกชนิด PP เพิ่มขึ้นมาก และสามารถสร้างรายได้จากการขายขยะพลาสติกดังกล่าว โดยรายได้จากการขายพลาสติกก่อนหน้ากิจกรรมจับฉลาก Green Lucky จะมีการขายขวด PET เท่านั้น สร้างรายได้ประมาณ 40 บาท/วัน เมื่อมีกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky สามารถขายพลาสติกได้เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ขวด PET, แก้ว และกล่องพลาสติก PP รวมถึง ช้อนส้อมพลาสติก PS รวมเป็นจำนวนเงิน 50-90 บาท/วัน

ปัจจุบันรายได้จากการขายขยะพลาสติก บริหารจัดการโดย เจ้าหน้าที่ อปพร. เทศบาลเมืองน่าน ซึ่งสามารถพัฒนากลุ่มนี้ให้เป็นตัวแทนขายบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามข้อเสนอแนะที่ 2 ได้

4) ข้อมูลปริมาณขยะ

คณะวิจัยได้มีการแยกประเภทและชั่งปริมาณของขยะที่เกิดขึ้น ก่อน ระหว่าง และหลังจากการจัดกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky พบว่า ปริมาณขยะทั่วไปที่ส่งไปยังหลุมฝังกลบ มีปริมาณลดลงจากก่อนการจัดกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky และยังคงสัดส่วนดังกล่าวหลังจากการจัดกิจกรรมไปแล้ว 1 เดือน ค่าเฉลี่ยก่อน ระหว่าง และหลังกิจกรรม ของขยะแต่ละประเภท ถูกแสดงเปรียบเทียบใน ตารางที่ 4 สำหรับข้อมูลดิบสามารถดูได้ที่ ภาคผนวก ก

ตารางที่ 4 สัดส่วนเฉลี่ยของขยะแต่ละประเภทในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังการจัดกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky

ถึงแม้สัดส่วนของขยะที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นหลังจากการดำเนินกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky เนื่องจากมีสัดส่วนเศษอาหารที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ได้มาจากสัดส่วนของบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการขายขยะพลาสติกและสัดส่วนขยะที่ไปยังหลุมฝังกลบลดลง แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนเปลงพฤติกรรมของร้านค้าที่หันมาใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีมาตรการลดการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Used Plastic)

เป็นที่น่าสนใจว่า ถึงแม้จะสิ้นสุดกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky แล้ว แนวโน้มของการลดการใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Used Plastic) ของร้านค้า ยังเหมือนกับในระหว่างการดำเนินกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky (ตารางที่ 4) จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ข้อมูลจากตัวแทนร้านอาหารและเครื่องดื่มทำให้ทราบว่า ทางผู้ประกอบการมีความคาดหวังที่จะให้มีการจัดกิจกรรมจับฉลาก Green Lucky อีกครั้ง ทำให้ผู้ประกอบการยังคงเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และคงมาตรการการลดแจก Single Used Plastic หรือให้เฉพาะตอนที่ลูกค้าร้องขอ โดยพฤติกรรมนี้ไม่สามารถพบได้ในการใช้กิจกรรมการสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้

3. สรุปผลของกิจกรรม

การใช้วิธีการจับฉลากเพื่อแลกของรางวัลในกิจกรรม Green Lucky เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าในการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยตั๋วจับฉลาก Green Lucky ได้กลายเป็นสิ่งที่ผู้ใช้บริการถนนคนเดินกาดข่วงเมืองน่านให้ความสนใจและต้องการมากขึ้น การสร้างความสนุกในรูปแบบนี้ไม่เพียงแต่กระตุ้นให้ผู้คนมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างประโยชน์ทางการตลาดให้กับร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม และดึงดูดให้ร้านค้าอื่น ๆ เข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มมากขึ้น โดยการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ของร้านค้าให้เป็นไปตามข้อกำหนดกิจกรรม โดยในระยะที่ 1 มีร้านค้าที่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 44 ร้าน และระยะที่ 2 เพิ่มจำนวนเป็น 86 ร้านค้า จากจำนวนทั้งหมด 151 ร้านค้า มีนักท่องเที่ยวและผู้ใช้บริการถนนคนเดินกาดข่วงเมืองน่าน ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนทั้งหมด 3,028 คน จากการให้ความรู้ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ ณ ร้านค้า, บูทกิจกรรม Green Lucky และจุดคัดแยกขยะ ในระยะเวลาการจัดกิจกรรม ตั้งแต่เดือน สิงหาคม - กันยายน 2566 เป็นจำนวน 12 ครั้ง พบว่า

(1) สามารถลดปริมาณขยะที่นำไปสู่หลุมฝังกลบได้ 6%

(2) สามารถเปลี่ยนชนิดของบรรจุภัณฑ์พลาสติกจาก PET ให้เป็น PP และ PS ซึ่งสามารถนำไปขายให้กับร้านรับซื้อขยะรีไซเคิลในพื้นที่ได้

(3) ขยะพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งที่ยังไม่ผ่านการใช้งาน (อยู่ในซองกระดาษ และซองพลาสติก) เช่น หลอด ช้อนและส้อม มีปริมาณลดลงมากจนแทบสำรวจไม่พบ

(4) ผู้ประกอบการร้านค้าสามารถนำความรู้ที่ได้จากการอบรมการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ขายได้ ไปปรับใช้ในร้านค้า และพัฒนาเป็นแนวทางการดำเนินการของร้านค้าเอง ซึ่งหลังสิ้นสุดกิจกรรม 1 เดือน ร้านค้ายังคงใช้บรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้, บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ รวมถึงยังคงใช้มาตรการลดการแจก หลอด ช้อนส้อม และถุงพลาสติก ให้แก่ลูกค้า เว้นแต่ได้รับการร้องขอจากลูกค้า ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากโครงการที่สนับสนุนบรรจุภัณฑ์ทดแทนพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง ที่เมื่อไม่มีโครงการ ทางร้านค้าก็ปรับการใช้บรรจุภัณฑ์เป็นแบบเดิม

กิจกรรม Green Lucky สามารถช่วยลดปริมาณขยะไปสู่หลุมฝังกลบ และสามารถคงพฤติกรรมของร้านค้าอาหารและเครื่องดื่มให้ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือมีนโยบายลดการใช้ Single Used Plastic แต่ทว่า การเก็บข้อมูลนั้นเก็บเฉพาะช่วงปลายปี (สิงหาคม – ตุลาคม 2566 ) ซึ่งเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการกิจกรรมข่วงเมืองน่านมากเป็นพิเศษ การศึกษาผลของการเปลี่ยนสัดส่วนประเภทของผู้มาใช้บริการ (คนท้องถิ่น ต่อ นักท่องเที่ยว) ในช่วงเวลาต่าง ๆ ต่อพฤติกรรมการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงควรจะมีการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมในกิจกรรม Green Lucky ในอนาคต

กิตติกรรมประกาศ

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง ปาร์ตี้ หาร เปลี่ยนน่าน” นวัตกรรมการระดมทุนเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยได้รับงบประมาณจากทุนสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมทางสังคมและการประเมินผลกระทบทางสังคม กองทุนรัชดาภิเษกสมโภช ประจำปีงบประมาณ 2566 นอกจากนี้คณะผู้วิจัยขอขอบคุณความร่วมมือจากเทศบาลเมืองน่าน และผู้ประกอบการถนนคนคนเดินกาดข่วงเมืองน่านที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและทำให้กิจกรรมครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปได้

__________________________________________________________________________________________________________

เอกสารอ้างอิง

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. (2564). CARBON NEUTRAL TOURISM คู่มือแนวทางการออกแบบและพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์. กรุงเทพมหานคร.

https://drive.google.com/file/d/1yrAjz4WwNcZeabNqbPtphP0InFhVKdHm/view

สำนักงานฉลากกินแบ่งรัฐบาล. (2560). เงื่อนไขการตรวจผลรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล (ใช้ตั้งแต่งวดวันที่ 1 กันยายน 2560 เป็นต้นไป). https://www.glo.or.th/mission/reward-payment/check-reward

Breakthrough Energy. (2567). The Green Premium.

https://www.breakthroughenergy.org/our-approach/the-green-premium/

Trash Lucky. (2564). ขยะรีไซเคิลอะไรบ้างที่ส่งมาลุ้นทองกับ Trash Lucky ได้บ้าง?

https://trashlucky.com/recyclables-win-gold/


บทความอื่นๆ

คำแนะนำสำหรับผู้เขียน

แนวทางการเขียนบทความ สิ่งแวดล้อมไทย

1

รูปแบบและประเภทบทความ

สิ่งแวดล้อมไทย รับพิจารณาต้นฉบับบทความวิชาการที่มีเนื้อหาสาระด้านสิ่งแวดล้อมและสาขาที่เกี่ยวข้องภายใต้ขอบเขตของวารสาร รูปแบบของการเขียนบทความประกอบด้วย 2 รูปแบบ ดังนี้

  1. บทความวิจัยหรือบทความที่นำเสนอส่วนหนึ่งของผลงานวิจัย (Research article)
    บทความควรประกอบด้วย บทคัดย่อ คำสำคัญ ที่มาและความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ การรวบรวมข้อมูลและความรู้ที่เกี่ยวข้อง วิธีการและขั้นตอนการศึกษา ผลการศึกษาและการอภิปรายผลการศึกษา บทสรุป และรายงานการอ้างอิง
  2. บทความวิชาการ (Academic article) บทความวิจารณ์ (Analytical article) และบทความปริทัศน์ (Review article)
    ควรประกอบด้วย บทคัดย่อ บทนำ คำสำคัญ วัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระจากการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ส่วนการวิเคราะห์/สังเคราะห์และการอภิปราย บทสรุป และรายการการอ้างอิง

2

ข้อกำหนดทั่วไป

  1. เป็นบทความภาษาไทยที่มีการแบ่งส่วนประกอบของบทความอย่างชัดเจน
  2. บทความนำเสนอในรูปแบบคอลัมน์เดี่ยว ต้นฉบับบทความควรมีความยาวไม่เกิน 10 หน้าขนาด A4 (รวมรูปภาพและตาราง) โดยใช้ตัวอักษร ประเภท Thai Saraban ขนาดตัวอักษร 16 ระยะบรรทัดแบบ Single space
  3. บทคัดย่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ความยาวไม่เกิน 300 คำ
  4. องค์ประกอบของบทความ ประกอบด้วย 2 ส่วน ได้แก่
    • หน้าแรก ประกอบด้วย ชื่อบทความและข้อมูลของผู้นิพนธ์ (ชื่อผู้แต่ง หน่วยงาน อีเมล์ผู้รับผิดชอบบทความ) บทคัดย่อ และคำสำคัญ โดยข้อมูลทั้งหมดจัดทำทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
    • ส่วนเนื้อหา ประกอบด้วย ข้อมูลเช่นเดียวกับหน้าแรก (โดยจัดทำเป็นภาษาไทย) และส่วนเนื้อความ ซึ่งจัดอยู่ในรูปแบบคอลัมน์เดี่ยว
  5. การใช้รูปภาพ แผนที่ และแผนภูมิเพื่อประกอบในบทความ ให้ระบุลำดับและชื่อรูปภาพ แผนที่ และแผนภูมิไว้ด้านล่างของวัตถุต่าง ๆ ดังกล่าว พร้อมอ้างอิงแหล่งที่มา สำหรับตาราง ให้ระบุลำดับและชื่อของตารางไว้ด้านบนของตารางนั้น ๆ พร้อมระบุการอ้างอิงแหล่งที่มา และหมายเหตุ (ถ้ามี) ไว้ด้านล่างตาราง วัตถุใด ๆ ที่ใช้ประกอบบทความ ต้องมีการอ้างอิงถึงในเนื้อหาด้วย
  6. รูปแบบของรูปภาพ แผนที่ และแผนภูมิ ต้องกำหนดรูปแบบให้เป็น TIFF หรือ JPEG ที่มีความละเอียดของรูปภาพ แผนที่ และแผนภูมิไม่ต่ำกว่า 300 dpi

3

การอ้างอิงและบรรณานุกรม

  • กำหนดการอ้างอิงในเนื้อความเป็นแบบ "(นาม, ปี)"
  • รายการเอกสารอ้างอิงจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ สามารถตรวจสอบได้ มีความเป็นสากล และทันสมัย
  • เอกสารอ้างอิงทุกรายการจัดทำเป็นภาษาอังกฤษ
  • กำหนดรูปแบบรายการอ้างอิงในระบบ APA 6th ed โดยมีวิธีการเขียนรายการอ้างอิง ดังนี้
  1. หนังสือ
    ชื่อผู้แต่ง. (ปีที่พิมพ์). ชื่อเรื่อง(ตัวเอียง) ครั้งที่พิมพ์. สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์.
  2. บทความในหนังสือ บทในหนังสือ
    ชื่อผู้เขียนบทความ. (ปีพิมพ์). ชื่อบทความ. ใน ชื่อบรรณาธิการ (บรรณาธิการ), ชื่อหนังสือ(ตัวเอียง) (ครั้งที่พิมพ์), เลขหน้าที่ปรากฏบทความ(จากหน้าใดถึงหน้าใด). สถานที่พิมพ์: สำนักพิมพ์
  3. วารสาร
    ชื่อผู้เขียนบทความ. (ปีพิมพ์). ชื่อบทความ. ชื่อวารสาร(ตัวเอียง), ปีที่ (ฉบับที่), เลขหน้าที่ปรากฎ.
  4. วิทยานิพนธ์
    ชื่อผู้เขียนวิทยานิพนธ์. (ปีพิมพ์). ชื่อวิทยานิพนธ์(ตัวเอียง). (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิตหรือวิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต,ชื่อสถาบันการศึกษา).
  5. สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์
    ชื่อผู้เขียน (ปี,เดือน วันที่). ชื่อเนื้อหา. [รูปแบบสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ เช่น PowerPoint Facebook Website]. สืบค้นจาก http://....

4

เอกสารแสดงความจำนงในการส่งบทความ และเอกสารรับรองจริยธรรม

ผู้นิพนธ์ต้องจัดเตรียมเอกสารแสดงความจำนงในการส่งบทความ ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลผู้นิพนธ์ และการรับรองจริยธรรม พร้อมลงนามรับรอง และจัดส่งพร้อมกับต้นฉบับบทความ

หมายเหตุ: ผู้นิพนธ์ต้องตรวจสอบและปฏิบัติตามข้อกำหนดก่อนดำเนินการจัดส่งต้นฉบับ เพื่อความรวดเร็วในกระบวนการพิจารณาบทความ ทั้งนี้ หากต้นฉบับบทความไม่เป็นไปตามข้อกำหนดดังกล่าว ต้นฉบับบทความจะถูกส่งคืนให้กับผู้รับผิดชอบบทความเพื่อปรับปรุงแก้ไขก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป

FAQ

เกี่ยวกับวารสาร

ความเป็นมา

สิ่งแวดล้อมไทย (Thai Environmental) เป็นวารสารวิชาการที่ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน (สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม เดิม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีเป้าหมายเพื่อเป็นวารสารที่เผยแพร่องค์ความรู้และงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม (build and natural environment) และทรัพยากรธรรมชาติ ครอบคลุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในหลากหลายมิติ ทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านการวางแผนและการจัดการเชิงพื้นที่ และงานด้านนโยบายและยุทธศาสตร์สิ่งแวดล้อมและสาขาที่เกี่ยวข้อง โดยมีกระบวนการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพของบทความตามมาตรฐานสากล

สิ่งแวดล้อมไทย หรือชื่อเดิม คือ วารสารสิ่งแวดล้อม (Environmental Journal) เริ่มดำเนินการและเผยแพร่ครั้งแรกในลักษณะรูปเล่มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 เป็นวารสารราย 3 เดือน (4 ฉบับ/ปี) และปรับเปลี่ยนเป็นการเผยแพร่ในรูปแบบออนไลน์ในปี พ.ศ. 2562 ผ่านเวปไซต์ http://www.ej.eric.chula.ac.th/ โดยวารสารสิ่งแวดล้อมมีเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร หรือเลข ISSN (Print): 0859-3868 และ ISSN (Online) : 2586-9248 ในฐานข้อมูลการจัดทำดัชนี Thai-Journal Citation Index (TCI) ระดับ Tier 3

ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาวารสารเพื่อยกระดับคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และเพื่อเข้าสู่ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) ในระดับ Tier 2 วาสารสิ่งแวดล้อมจึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินการ ในปี พ.ศ. 2566 กล่าวคือ การปรับความถี่ในการแผยแพร่เป็นราย 6 เดือน (2 ฉบับ/ปี) คือ ฉบับที่ 1 (มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (ธันวาคม) และการปรับรูปแบบการดำเนินการผ่านระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ ได้แก่ การปรับช่องทางการจัดส่งต้นฉบับจากทางอีเมล์ (eric@chula.ac.th) เป็นการจัดส่งผ่านระบบ Thai Journals Online (ThaiJO) ซึ่งเป็นระบบการจัดการและตีพิมพ์วารสารวิชาการในรูปแบบวารสารออนไลน์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Journal) และปรับปรุงขั้นตอนการประเมินคุณภาพบทความก่อนการพิจารณาเผยแพร่ในลักษณะ Double blind review จากผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ท่าน และวารสารสิ่งแวดล้อม ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "วารสารสิ่งแวดล้อมไทย" ในปี พ.ศ. 2567 เพื่อสะท้อนถึงอัตลักษณ์และขอบเขตการนำเสนอที่ชัดเจน โดยมี ISSN : 3057-0166 (Online)

สิ่งแวดล้อมไทย เผยแพร่เนื้อหาของบทความในลักษณะ Open Access โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัย นิสิต นักศึกษา และผู้ที่สนใจ สามารถนำเสนอผลงานวิจัยและงานวิชาการที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาวงวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศไทยและระดับสากล รวมถึงการใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

หัวหน้ากองบรรณาธิการ

รองศาสตราจารย์ ดร. เสาวนีย์ วิจิตรโกสุม
สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

ดร. นันทมล ลิมป์พิทักษ์พงศ์
สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

บรรณาธิการ

อาจารย์ ดร. กัลยา สุนทรวงศ์สกุล
สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

ดร. กิตติวุฒิ เฉลยถ้อย
สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

ดร. ธวัลหทัย สุภาสมบูรณ์
สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร. ฐิติมา รุ่งรัตนาอุบล
ภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อนงนาฎ ศรีประโชติ
สาขาวิชาปฐพีศาสตร์และสิ่งแวดล้อม คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วราลักษณ์ คงอ้วน
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ดร. ยุทธนา ฐานมงคล
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม (ศนพ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

ดร. วิชญา รงค์สยามานนท์
คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

สิ่งแวดล้อมไทย เป็นวารสารในลักษณะสหศาสตร์ (multidisciplinary journal) ด้านสิ่งแวดล้อม มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางและเวทีในการเผยแพร่องค์ความรู้และงานวิชาการที่ทันสมัยเกี่ยวกับการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ทั้งงานวิจัย การปฏิบัติ นโยบาย และมุมมองต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นบริบทของประเทศไทยเพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อวงวิชาการในการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ และการใช้ประโยชน์ในวงกว้างเพื่อการเสริมสร้างองค์ความรู้ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ

ขอบเขตของวารสารสิ่งแวดล้อมไทย ครอบคลุมแนวคิด ผลลัพธ์และข้อมูลจากการวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและงานด้านการวางแผนและนโยบาย ครอบคลุมงานการประเมิน การป้องกัน การฟื้นฟู และการวางแผนและการกำหนดนโยบาย

สิ่งแวดล้อมไทย ตีพิมพ์บทความวิชาการที่ครอบคลุมหลากหลายสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ดังนี้

  • การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • ภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • เศรษฐกิจหมุนเวียนและการจัดการอย่างยั่งยืน
  • การจัดการเมืองยั่งยืน
  • การป้องกันและควบคุมมลพิษ
  • นโยบายและกฎหมายสิ่งแวดล้อม
  • ประเด็นสิ่งแวดล้อมในมิติอื่น ๆ

กระบวนการพิจารณาบทความและขั้นตอนการดำเนินการเผยแพร่

วารสารสิ่งแวดล้อมไทย เปิดรับต้นฉบับบทความที่ยังไม่เคยมีการตีพิมพ์เผยแพร่มาก่อน และต้องไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารใด ๆ

ขั้นตอนการพิจารณาเบื้องต้นเมื่อต้นฉบับบทความเข้าสู่กระบวนการ คือ ต้นฉบับบทความจะถูกประเมินและตรวจสอบความถูกต้อง ตรงตามวัตถุประสงค์ และขอบเขตของวารสาร รูปแบบ และดัชนีความคล้ายคลึงกับการตีพิมพ์ก่อนหน้า หากต้นฉบับบทความผ่านเกณฑ์การตรวจสอบทั้งหมดดังกล่าว จึงจะเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพและความถูกต้องเชิงวิชาการโดยผู้ตรวจสอบอิสระ ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ท่านจากหลากหลายสถาบันด้วยกระบวนการตรวจสอบแบบปกปิดสองฝ่าย (Double-blind review) การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการยอมรับ แก้ไข หรือปฏิเสธบทความของบรรณาธิการถือเป็นที่สิ้นสุด

หัวหน้ากองบรรณาธิการจะให้คำแนะนำและแนวปฏิบัติด้านวิชาการ และมอบหมายต้นฉบับบทความให้แก่บรรณาธิการที่เหมาะสม บรรณาธิการที่ได้รับมอบหมายมีหน้าที่เชิญผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ประเมินและอาจทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินด้วย เพื่อพิจารณาคุณภาพของต้นฉบับและให้คำแนะนำเพื่อปรับปรุงบทความ บรรณาธิการจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าต้นฉบับจะได้รับการยอมรับหรือปฏิเสธตามข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิในการประเมินบทความ กรณีเกิดความขัดแย้งหรือความคิดเห็นที่แตกต่างกัน หัวหน้ากองบรรณาธิการจะเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย

เมื่อต้นฉบับบทความได้รับการตอบรับการตีพิมพ์แล้ว บทความจะเข้าสู่กระบวนการจัดรูปแบบ (Formating) การพิสูจน์อักษรและการตรวจสอบความถูกต้อง (Proofread) และการตีพิมพ์เผยแพร่ โดยผู้เขียนจะได้รับแบบฟอร์มข้อตกลงการโอนลิขสิทธิ์ของบทความ และบทความจะได้รับหมายเลขประจำเอกสารดิจิทัล (Digital Object Identifier; DOI) เพื่อเผยแพร่ออนไลน์ ทั้งนี้ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการบรรณาธิการแสดงดังแผนผัง

หลักปฏิบัติทางจริยธรรมของวารสารสิ่งแวดล้อมไทย

สิ่งแวดล้อมไทย ให้ความสำคัญสูงสุดและยึดมั่นในหลักปฏิบัติทางจริยธรรมในการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิชาการ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง และความสมบูรณ์ของผลงานวิชาการ ส่งเสริมให้ผู้เขียนยึดมั่นในมาตรฐานทางจริยธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีที่น่าเชื่อถือสำหรับการนำเสนอผลงานวิจัย บทความวิชาการ และบทความที่สร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ หรือมีส่วนสำคัญในการพัฒนางานด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

ดังนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในกระบวนการเผยแพร่ต้องปฏิบัติตามแนวทางของ "คณะกรรมการจริยธรรมในการเผยแพร่ (COPE)" (https://publicationethics.org/) โดยเครื่องมือตรวจจับการลอกเลียนแบบ "อักขราวิสุทธิ์" จะถูกใช้เพื่อรับรองความเป็นต้นฉบับของต้นฉบับบทความที่ส่งมาทั้งหมด ต้นฉบับใด ๆ ที่มีดัชนีความคล้ายคลึงกันมากกว่า 30% จะถูกส่งกลับไปยังผู้เขียนเพื่อแก้ไขและชี้แจง (หากไม่ปฏิบัติตามจะส่งผลให้ต้นฉบับถูกปฏิเสธ) หรือปฏิเสธการรับพิจารณาบทความนั้น ๆ ซึ่งมีผลต่อการยุติกระบวนการประเมินต้นฉบับบทความ นอกจากนี้ เพื่อป้องกันอคติและความขัดแย้งทางผลประโยชน์ สิ่งแวดล้อมไทยจึงปฏิบัติตามนโยบายการตรวจสอบและประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิแบบปกปิดทั้งสองด้าน (Double-blind peer review)

สำหรับกองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ ประกอบด้วย หัวหน้ากองบรรณาธิการ และบรรณาธิการ กองบรรณาธิการเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิจัยต่าง ๆ ที่ครอบคลุมขอบเขตของงานวารสาร และมีความอิสระทางวิชาการในการดำเนินการ

กองบรรณาธิการ มีบทบาทสำคัญในการควบคุมและกำกับดูแลกระบวนการพิจารณาบทความให้เป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดของจริยธรรมทางวิชาการ โดยมีแนวปฏิบัติ ดังนี้

  • ความโปร่งใสและเป็นธรรม: กำกับดูแลให้กระบวนการประเมินบทความเป็นไปอย่างโปร่งใส ยุติธรรม และปราศจากอคติ โดยการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิที่เปี่ยมด้วยความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะสาขาที่เกี่ยวข้องกับบทความนั้น ๆ
  • การพิจารณาคุณภาพบทความ: พิจารณาและตรวจสอบคุณภาพของบทความอย่างละเอียด โดยมุ่งเน้นที่ความถูกต้องและความสำคัญทางวิชาการ ความชัดเจนในการนำเสนอ และความสอดคล้องของเนื้อหากับนโยบายและขอบเขตของวารสาร
  • การหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน: ต้องรับรองว่าตนเองไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใด ๆ กับผู้นิพนธ์ ผู้ประเมินบทความ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเป็นกลางในการตัดสินใจ
  • การจัดการการละเมิดจริยธรรม: หากตรวจพบการคัดลอกผลงาน (plagiarism) หรือการตีพิมพ์ซ้ำซ้อน (duplicate publication) ในระหว่างกระบวนการประเมินบทความ บรรณาธิการมีหน้าที่ระงับกระบวนการทันที และดำเนินการติดต่อผู้นิพนธ์หลัก และ/หรือ ผู้ประพันธ์บรรณกิจ เพื่อขอคำชี้แจงประกอบการพิจารณากระบวนการประเมินบทความต่อไป หรือปฏิเสธการตีพิมพ์ต้นฉบับบทความดังกล่าว
  • การรักษาความลับ: ปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความลับของข้อมูลผู้นิพนธ์และผู้ประเมินบทความอย่างเคร่งครัด โดยจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวแก่บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องตลอดระยะเวลาของกระบวนการประเมิน

สำหรับผู้นิพนธ์

ผู้นิพนธ์มีบทบาทสำคัญในการรับผิดชอบต่อความถูกต้องและความสมบูรณ์ของผลงาน หน้าที่และแนวปฏิบัติสำหรับผู้นิพนธ์เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรม ดังนี้

  • ความสมบูรณ์และเป็นต้นฉบับ: ต้องให้การรับรองว่าผลงานที่ส่งมาเพื่อพิจารณาตีพิมพ์นั้น เป็นผลงานต้นฉบับที่ไม่เคยถูกตีพิมพ์หรือเผยแพร่ที่ใดมาก่อน และต้นฉบับต้องไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารใด ๆ ระหว่างการพิจารณาของสิ่งแวดล้อมไทย
  • ความถูกต้องของข้อมูล: รายงานข้อเท็จจริงที่ได้จากการศึกษาวิจัย สังเคราะห์ และวิเคราะห์ อย่างซื่อตรง ไม่บิดเบือนข้อมูล หรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จไม่ว่ากรณีใด ๆ
  • การตรวจสอบการคัดลอกผลงาน: ต้องดำเนินการตรวจสอบบทความของตนเองอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการคัดลอกผลงานของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต
  • การอ้างอิงที่ถูกต้อง: ต้องมีการอ้างอิงแหล่งที่มาของผลงานหรือแนวคิดของผู้อื่นรวมถึงของตนเอง ที่นำมาใช้ในบทความอย่างครบถ้วนและถูกต้องตามหลักวิชาการ พร้อมทั้งจัดทำรายการอ้างอิงท้ายบทความ
  • การมีส่วนร่วมจริง: ผู้นิพนธ์ทุกคนที่มีชื่อปรากฏในบทความต้องเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในกระบวนการดำเนินการศึกษาวิจัยและการสร้างสรรค์บทความ ซึ่งหมายความรวมถึง การออกแบบแนวความคิดและขั้นตอนการศึกษา การค้นคว้า การวิเคราะห์ การอภิปราย การให้บทสรุป และการเขียนบทความ
  • การระบุชื่อผู้นิพนธ์: ผู้ประพันธ์บรรณกิจ (Corresponding Author) ควรตรวจสอบว่า รายชื่อผู้นิพนธ์ถูกต้อง และได้รับการยินยอมจากทุกคนก่อนส่งบทความ การเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้นิพนธ์ภายหลังการส่งต้นฉบับจะพิจารณาเป็นกรณีพิเศษโดยบรรณาธิการ และต้องได้รับความยินยอมจากผู้นิพนธ์ทุกคน
  • การระบุแหล่งทุน: ต้องระบุแหล่งทุนที่ให้การสนับสนุนการศึกษาวิจัย พร้อมทั้งแนบหลักฐานการยินยอมให้เผยแพร่ข้อมูลจากผู้สนับสนุนดังกล่าว (หากจำเป็น)
  • การรับรองจริยธรรมการวิจัย: ต้องพิจารณาและรับรองว่างานวิจัยที่ดำเนินการนั้นสอดคล้องกับหลักจริยธรรมการวิจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น จริยธรรมการวิจัยในมนุษย์และสัตว์ หรือจริยธรรมการวิจัยด้านอื่น ๆ ทั้งนี้ ผู้นิพนธ์จะต้องให้ข้อมูลและลงนามในแบบรับรองจริยธรรมที่แนบมาพร้อมกับเอกสารแสดงความจำนงในการส่งบทความ
  • การรับรองสิทธิ์: ต้องลงนามในข้อตกลงการโอนลิขสิทธิ์กับวารสารสิ่งแวดล้อมไทยภายหลังจากต้นฉบับได้รับการยอมรับการตีพิมพ์แล้ว
  • ความรับผิดชอบในบทความ: ผู้นิพนธ์ทุกคนต้องรับผิดชอบต่อข้อผิดพลาดและข้อโต้แย้งทางวิชาการตลอดจนการคัดลอกและการลอกเลียนแบบที่ปรากฎในบทความของตน

สำหรับผู้ประเมิน

ผู้ประเมินมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการตีพิมพ์เผยแพร่บทความ โดยการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพของบทความ ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อช่วยให้ผู้นิพนธ์ปรับปรุงคุณภาพของต้นฉบับ และรับประกันว่าต้นฉบับมีคุณภาพเหมาะสมต่อการตีพิมพ์ อันจะนำไปสู่การพัฒนาและเสริมสร้างความรู้ทางวิชาการ ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของกระบวนการตรวจสอบ ผู้ประเมินจะต้องปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้

  • การรักษาความลับ: มีหน้าที่รักษาความลับของบทความที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอย่างเคร่งครัด ไม่เปิดเผยข้อมูลใด ๆ แก่บุคคลภายนอก
  • การประเมินตามความเชี่ยวชาญและหลักวิชาการ: พิจารณาและประเมินบทความเฉพาะในสาขาที่ตนเองมีความรู้และความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง การกลั่นกรองบทความต้องพิจารณาความถูกต้องของหลักการทางวิชาการของบทความเป็นสำคัญ และหลีกเลี่ยงการใช้ทัศนคติส่วนตัวที่ไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์สนับสนุนในการประเมินบทความ
  • การตรงต่อเวลา: ดำเนินการประเมินบทความให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด
  • การหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อนและความขัดแย้งทางผลประโยชน์: ต้องตรวจสอบและแจ้งบรรณาธิการวารสารทราบทันที หากพบว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้นิพนธ์ หรือมีเหตุผลอื่นใดที่อาจส่งผลต่อความเป็นอิสระและความเป็นกลางในการประเมิน และปฏิเสธการประเมินบทความนั้น ๆ
  • การแจ้งการซ้ำซ้อน: หากตรวจพบบทความที่กำลังประเมินมีส่วนใดส่วนหนึ่งคล้ายคลึงหรือซ้ำซ้อนกับผลงานที่เคยตีพิมพ์อื่นใด ต้องแจ้งให้บรรณาธิการทราบโดยทันที

บทความที่ได้รับการเผยแพร่นี้ การเผยแพร่ รูปเล่ม เรขนิเทศ เป็นลิขสิทธิ์ของสิ่งแวดล้อมไทย เนื้อหาข้อความ ความคิด การสร้างสรรค์ ภาพประกอบ เป็นลิขสิทธิ์ของผู้นิพนธ์แต่ละท่าน ซึ่งจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อเนื้อหาบทความ ภาพประกอบ ตลอดจนจริยธรรมในการวิจัยของตนเอง

สิ่งแวดล้อมไทย เป็นวารสารในรูปแบบ E-Journal และเปิดให้ผู้อ่านเข้าถึงเนื้อหาอย่างเสรี (Open Access) สามารถอ่าน ดาวน์โหลด และเผยแพร่ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย บทความได้รับการตีพิมพ์ภายใต้เงื่อนไขของสัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-NonCommercial 4.0 International License ซึ่งบทความทั้งหมดสามารถถูกเผยแพร่ คัดลอก แจกจ่ายใหม่ และ/หรือดัดแปลงเพื่อการใช้ประโยชน์ไม่เชิงพาณิชย์ได้โดยได้รับการอนุมัติที่เหมาะสมจากกองบรรณาธิการของวารสารสิ่งแวดล้อมไทย

ทั้งนี้ ลิขสิทธิ์ของสิ่งแวดล้อมไทย มีผลบังคับใช้เมื่อบทความได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ ดังนั้น ผู้นิพนธ์เจ้าของบทความจะมอบสิทธิ์ทั้งหมดในงานให้กับสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้รับการคุ้มครองจากผลที่เกิดจากการใช้งานที่ไม่ได้รับอนุญาต การตีพิมพ์บางส่วนหรือทั้งหมดของบทความในที่อื่นเป็นไปได้เฉพาะหลังจากได้รับความยินยอมจากกองบรรณาธิการวารสารสิ่งแวดล้อมไทยเท่านั้น

บทความทั้งหมดที่ตีพิมพ์ในวารสารสิ่งแวดล้อมไทย ได้รับอนุญาตภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial 4.0 International License บทความที่ตีพิมพ์อยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ของสิ่งแวดล้อมไทย มีผลบังคับใช้เมื่อบทความได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ ผู้นิพนธ์จะทำการโอนมอบสิทธิ์ทั้งหมดในงานให้กับสิ่งแวดล้อมไทย เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้รับการคุ้มครองจากผลที่เกิดจากการใช้งานที่ไม่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ การตีพิมพ์บางส่วนหรือทั้งหมดของบทความในที่อื่นเป็นไปได้เฉพาะหลังจากได้รับความยินยอมจากกองบรรณาธิการสิ่งแวดล้อมไทยอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วเท่านั้น

วารสารสิ่งแวดล้อมไทยเปิดรับบทความวิชาการและบทความวิจัยตลอดทั้งทั้งปีผ่านระบบออนไลน์ โดยมีกำหนดการเผยแพร่ 2 ฉบับต่อปี คือ ฉบับที่ 1 (มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (ธันวาคม)

สิ่งแวดล้อมไทยไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ ในการตีพิมพ์เผยแพร่บทความ ซึ่งหมายความรวมถึงค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการส่งต้นฉบับ กระบวนการพิจารณาและการดำเนินการด้านบรรณาธิการ กระบวนการประเมินและตรวจสอบคุณภาพต้นฉบับบทความ กระบวนการด้านการจัดรูปแบบ การผลิต และการตีพิมพ์